สำนักพิมพ์รอซี่ย์RASY Publishing
ชุดความรู้เรื่องเมาลิดนบี · ตอนที่ 12 จาก 15

ข้อโต้แย้งที่ 6 ของฝ่ายสนับสนุนเมาลิดและคำชี้แจง

ภาพประกอบ: ข้อโต้แย้งที่ 6 ของฝ่ายสนับสนุนเมาลิดและคำชี้แจง

ชุบฮะฮ์ที่หก

หลังจากที่พยายามอ้างอิงหลักฐานต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงว่าสามารถใช้สนันสนุนเมาลิดนบีได้ แต่หลักฐานทั้งหมดเหล่านั้นได้ถูกชี้แจงและเผยความจริงทั้งหมดว่า ที่ยกมานั้นไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้จัดเมาลิดนบีเลย… เมื่อพวกเขาตระหนักรู้ว่าการเฉลิมฉลองเมาลิดนบี ﷺ ท่าจะเป็นบิดอะฮ์จริง ซึ่งท่านนบี ﷺ และเหล่าศ่อฮาบะฮ์ผู้ทรงเกียรติก็ไม่เคยกระทำ อีหม่ามทั้งสี่ก็ไม่เคยกระทำ อีกทั้งนักวิชาการหลายท่านก็ได้ยืนยันเรื่องนี้ว่าเป็นบิดอะฮ์จริง รวมถึงท่านฮาฟิซ อิบนุหะญัร อัลอัสกอลานีย์เอง ก็ยังได้กล่าวว่า :

أصلُ عمَلِ المولدِ بِدعةٌ لم تُنقَلْ عن أحدٍ مِن السَّلفِ الصالِح من القُرونِ الثلاثةِ

“พื้นฐานการจัดงานเมาลิดนั้นเป็นบิดอะฮ์ ซึ่งไม่เคยถูกถ่ายทอด(การกระทำนี้)มาจากสะลัฟศอและฮ์ ในสามศตวรรษแรก” ซึ่งท่านอิม่ามอัสสุยูฏีย์ (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 911) ได้ถ่ายทอดคำกล่าวนี้ของอิบนุ หะญัรไว้ในหนังสือ “อัลฮาวี ลิลฟะตาวี” (1/229)

ฝ่ายผู้สนับสนุนเมาลิดนบีจึงยอมรับว่า : ถูกแล้ว ! มันเป็นบิดอะฮ์นั่นแหละ แต่เป็นบิดอะฮ์ที่ดี บิดอะฮ์หะซะนะฮ์ ซึ่งอิบนุหะญัรเองก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้พร้อมกับนักวิชาการท่านอื่น ๆ ดังนั้นเมื่อเป็นบิดอะฮ์ที่ดี ก็อนุญาตให้กระทำได้ แม้การกระทำนี้จะไม่เกิดขึ้นในยุคสะลัฟก็ตาม

ที่ถูกต้องแล้ว ตามที่บรรดานักวิชาการผู้เชี่ยวชาญผู้ตรวจสอบ (المحققون)ได้ยืนยันไว้คือ : ในอิสลามไม่มีการแบ่งบิดอะฮ์ออกเป็นบิดอะฮ์ที่ดี (บิดอะฮ์หะสะนะฮ์) และบิดอะฮ์ที่เป็นหลงผิด (บิดอะฮ์ซัยยิอะฮ์) แต่ทุกบิดอะฮ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องศาสนาคือความหลงผิดทั้งสิ้น ตามที่มีระบุชัดเจนในหะดิษศอเฮียะฮ์จากท่านนบี ﷺ ที่ว่า : وَكُلُّ بدْعَةٍ ضَلَالَةٌ “ทุก ๆ อุตริกรรมบิดอะฮ์นั้นหลงผิด” - บันทึกโดยมุสลิม (867)

ซึ่งคำกล่าวของนักวิชาการในการปฏิเสธการแบ่งบิดอะฮ์เป็น "บิดอะฮ์ที่ดี" และ "บิดอะฮ์ที่ชั่ว" นั้นมีมากมาย แต่จะขอนำเสนอเพียงสามท่านที่เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงในด้านความรู้และการวางรากฐานด้านอุศูลในเรื่องนี้

1. นักวิชาการท่านแรกคือ ท่านอิม่ามอบูอุบัยด์ อัลกอซิม บิน สัลลาม ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่สามฮิจเราะฮ์ (เสียชีวิตในปี 224 ฮ.ศ.) โดยท่านอิบนุบัตตอล ได้รายงานคำพูดของเขาในหนังสืออธิบายศ่อเฮียะฮ์อัลบุคอรีย์ของท่าน (8/588) โดยกล่าวว่า :

البِدعُ والأهواءُ كلُّها نوعٌ واحدٌ في الضلال

“บิดอะฮ์และ(การใช้)อารมณ์ความคิดส่วนตัว(ที่เบี่ยงเบนจากสัจธรรม) ทั้งหมดเป็นประเภทเดียวกันในความหลงผิด” ….ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทุกบิดอะฮ์นั้นเป็นสิ่งที่ผิดและนำไปสู่ทางหลงผิดทั้งหมด

2. ท่านที่สองคือ อบู อิสฮาก อิบรอฮีม บิน มูซา อัชชาฏิบีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 790) นักวิชาการทางด้านอุซูลุลฟิกฮ์ในมัซฮับมาลิกีย์ ท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือฟัตวาของท่าน (หน้า 180) ว่า :

إنَّ قولَ النبيِّ صلَّى الله عليه وسلَّم: (كلُّ بِدعةٍ ضلالةٌ) مَحمولٌ عند العُلماءِ على عُمومِه، لا يُستثنَى منه شيءٌ البتَّةَ، وليس فيها ما هو حَسَنٌ أصلًا

“คำกล่าวของท่านนบี ﷺ ที่ว่า “ทุกบิดอะฮ์คือการหลงผิด“ ถูกตีความจากบรรดานักวิชาการว่าครอบคลุมในความหมายโดยองค์รวมที่ไม่มีการยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้นเกิดขึ้น และในบรรดาบิดอะฮ์ทั้งหลาย(ในเรื่องศาสนา)นั้น ไม่มีสิ่งใดที่ถือว่าดีเลยแม้แต่น้อย”

และในหนังสือของท่าน “อัลอิอฺติศอม” (1/246) ท่านกล่าวว่า:

هذا التقسيمُ أمرٌ مُخترَعٌ، لا يدلُّ عليه دليلٌ شرعيٌّ

“การแบ่งแยกบิดอะฮ์นี้ (คือแบ่งเป็นบิดอะฮ์ดีและไม่ดีนั้น) เป็นเรื่องที่ถูกอุตริขึ้นมาใหม่ และไม่มีหลักฐานใด ๆ ในศาสนาอิสลามที่บ่งชี้ถึงสิ่งนี้เลย”

3. ท่านที่สาม อับดุรเราะห์มาน อิบนุ อะฮหมัด อิบนุ ร่อญับ อัลฮัมบะลีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ 795) นักปราชญ์ผู้โด่งดังแห่งมัซฮับฮัมบะลีย์ ผู้เชียวชาญด้านศาสตร์หะดิษ ฟิกฮ์ และอีกหลาย ๆ ด้าน ท่านได้กล่าวไว้ใน ”ญาเมียะอ์ อัลอุลูม วัลฮิกัม“ (226) ว่า :

قوله - صلى الله عليه وسلم -: «كل بدعة ضلالة» من جوامع الكلم لا يخرج عنه شيء وهو أصل عظيم من أصول الدين وهو شبيه بقوله - صلى الله عليه وسلم -: «من أحدث في أمرنا هذاما ليس منه فهو رد» فكل من أحدث شيئاً ونسبه إلى الدين ولم يكن له أصل من الدين يرجع إليه فهو ضلالة, والدين بريء منه, وسواء في ذلك مسائل الاعتقادات أو الأعمال أو الأقوال الظاهرة والباطنة

”คำกล่าวของท่านร่อซู้ล ﷺ ที่ว่า «ทุกอุตริกรรมบิดอะฮ์นั้นเป็นความหลงผิด» ถือเป็นหนึ่งใน جوامع الكلم (คือวาทะที่มีความกระชับแต่ครอบคลุมความหมายในวงกว้างและมีความลึกซึ้ง) ไม่มีสิ่งใดที่จะหลุดพ้นไปจากนี้ และถือเป็นรากฐานสำคัญอันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งของศาสนา ซึ่งคล้ายคลึงกับคำกล่าวของท่านร่อซู้ล ﷺ ที่ว่า: «ผู้ใดที่อุตริสิ่งใหม่ในกิจการงานของเราซึ่งสิ่งนั้นไม่ได้มีอยู่ในกิจการงานของเรา สิ่งนั้นย่อมถูกปฏิเสธ» ดังนั้นทุกคนไม่ว่าใครก็ตามที่ริเริ่มอุตริสิ่งใหม่ขึ้นและอ้างว่าสิ่งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา โดยที่ไม่มีรากฐานทางศาสนาที่สามารถอ้างอิงได้ สิ่งนั้นย่อมถือเป็นความหลงผิด และศาสนาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมัน , ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเชื่อ หรือการกระทำ หรือคำพูดทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้น“

คำกล่าวนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดมั่นในหลักการดั้งเดิมของศาสนา และการระมัดระวังไม่ให้มีการเพิ่มเติมหรือริเริ่มสิ่งใหม่ในศาสนาโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน อิบนุ รอญับชี้ให้เห็นว่าหลักการนี้ครอบคลุมทุกแง่มุมของศาสนา ทั้งในด้านความเชื่อ การปฏิบัติ และคำพูด ทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้น​​​​​​​​​​​​​​​​

และที่มาสนับสนุนคำพูดของทั้งสามท่านนี้ ก็คือคำกล่าวที่อิหม่ามมาลิก บิน อะนัส เจ้าของมัซฮับมาลิกี(เสียชีวิตในปีฮ.ศ. 179) ที่มีระบุไว้ในกฏเกณฑ์อันยิ่งใหญ่ของท่าน โดยท่านได้กล่าวว่า :

مَن ابتدَعَ في الإسلامِ بِدعةً يراها حسَنةً، فقد زعَم أنَّ محمدًا خان الرِّسالةَ؛ لأنَّ اللهَ تعالى يقولُ: {الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ الإِسْلاَمَ دِينًا}؛ فما لم يكُن يومئذٍ دِينًا، فلا يكونُ اليومَ دِينًا

“ผู้ใดก็ตามที่อุตริบิดอะฮ์ขึ้นในอิสลาม โดยเห็นว่ามันเป็นสิ่งดี แน่นอนว่าเขาได้กล่าวหาว่าท่านมูฮัมหมัด ﷺ ว่าทรยศต่อภารกิจของเขา เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: [วันนี้ ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์แล้ว และข้าได้ทำให้ความโปรดปรานของข้าครบถ้วนแก่พวกเจ้า และข้าพอใจให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเจ้า] (อัลมาอิดะฮ์ 5:3) , ดังนั้น สิ่งที่ไม่ใช่ศาสนาในวันนั้น ก็จะไม่ใช่ศาสนาในวันนี้เช่นกัน” - “อัลอิหกาม ฟี อุศูล อัลอะห์กาม” ของอิบนุ หัซม์ (6/58) “อัลอิอฺติศอม” ของอัชชาฏิบีย์ (1/62)

ถัดจากอิม่ามมาลิก ก็คือลูกศิษย์ของเขา คือท่านอิหม่ามอัชชาฟิอี (เสียชีวิตในปีฮ.ศ. 204) ซึ่งอิม่ามอัลญุวัยนีย์ (เสียชีวิตในปีฮ.ศ. 478) ได้ถ่ายทอดคำพูดนี้ไว้ในหนังสือ “นีฮายะฮ์ อัลมัฏลับ ฟี ดิรอยะฮ์ อัลมัซฮับ” (18/473) และอิม่ามอัลฆอซาลี (เสียชีวิตในปีฮ.ศ. 505) ก็ได้ถ่ายทอดไว้ในหนังสือ “อัลมุสตัศฟา” (1/171) ซึ่งท่านอิม่ามอัชชาฟิอีย์ได้กล่าวว่า :

مَن اسْتَحسَن فقد شَرَعَ

“ผู้ใดก็ตามที่เห็นว่ามีสิ่งใดดี(โดยอาศัยการนึกคิดของตนเอง) นั่นเท่ากับเขาได้บัญญัติสิ่งใหม่ขึ้น“

นี่คือคำกล่าวของอิม่ามอัชชาฟิอีย์ที่ชัดเจนในการปฏิเสธเรื่องอุตริกรรมในศาสนา ซึ่งการพิจารณาสิ่งใดว่าดีนั้น หากไม่ได้อิงอยู่บนหลักฐานทางศาสนาที่ชัดเจน ก็ถือเป็นการบัญญัติหลักการศาสนาขึ้นมาใหม่ และนี่คือสิ่งที่อิหม่ามอัชชาฟิอีย์ได้ปฏิเสธไว้

ส่วนคำกล่าวของท่านอิม่ามอัชชาฟิอีย์ ใน “มะนากิบ อัชชาฟิอีย์” (1/469) ที่ว่า

المحدثات من الأمور ضربان: أحدهما: ما أُحدث يخالف كتاباً أو سنة أو أثراً أو إجماعاً؛ فهذه البدعة الضلالة. والثانية: ما أحدث من الخير، لا خلاف فيه لواحد من هذا؛ وهذه محدثة غير مذمومة. وقد قال عمر، رضي الله عنه، في قيام شهر رمضان: نعمت البدعة هذه يعني أنها محدثة لم تكن، وإذا كانت فليس فيها ردّ لما مضى

“สิ่งที่ถูกอุตริใหม่ในศาสนามีสองประเภท: ประเภทแรก: สิ่งที่ถูกอุตริขึ้นใหม่และขัดแย้งกับอัลกุรอ่านหรือซุนนะห์หรือร่องรอย(ที่มาจากบรรดาศ่อฮาบะห์) หรืออิจมาอ์ สิ่งเหล่านี้ถือเป็น บิดอะฮ์ที่หลงผิด , ประเภทที่สอง : สิ่งที่ถูกอุตริใหม่จากสิ่งดี ซึ่งไม่ไปขัดแย้งกับทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้า สิ่งนี้จะถือเป็นบิดอะฮ์ที่ไม่ถูกตำหนิ และอุมัร - ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ - ได้กล่าวถึงการยืนละหมาดในเดือนรอมฎอน (ละหมาดตะรอเวียฮ์) ว่า ”เป็นบิดอะฮ์ที่ดี“ หมายถึงมันเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มันก็ไม่ได้ไปปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น“

ตรงนี้ สามารถตอบได้ดังนี้

1. การแบ่งบิดอะฮ์ในที่นี้ หมายถึงการแบ่ง “บิดอะฮ์” ตามความหมายทางภาษาซึ่งหมายถึงสิ่งที่ถูกทำขึ้นมาใหม่ ดังนั้น บางทีแล้วอาจมีทั้งที่น่าตำหนิ และมีทั้งที่น่าชื่นชม ดังคำกล่าวของท่านอุมัร - ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ - ขณะรวมคนละหมาดตะรอเวียะฮ์ โดยกล่าวว่า นี่คือบิดอะฮ์ที่ดี ท่านได้นับว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ทั้งนี้เพราะการละหมาดเช่นนี้ท่านร่อซู้ล ﷺ เคยกระทำมาก่อน แต่ทว่าท่านไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่องเพราะเกรงว่าจะเป็นข้อบังคับ(ฟัรดู) สำหรับประชาชาติของท่าน ซึ่งการกระทำนี้มีรากฐานที่ถูกต้องชัดเจนจากซุนนะฮ์ มันจึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ดังนั้นการถูกเรียกว่าเป็นบิดอะฮ์ จึงไม่เป็นปัญหาอะไรในกรณีนี้ ซึ่งต่างจากบิดอะฮ์ในแง่มุมศาสนา เพราะถ้าเกี่ยวเนื่องกับแง่มุมทางศาสนาที่ไม่มีรากฐานจากซุนนะฮ์ ทั้งหมดจะถือว่าหลงผิด

ท่านอิบนุ ร่อญับ ได้กล่าวไว้ใน “ญาเมียะอ์ อัลอุลูม วัลฮิกัม” (2/783) ว่า

وأما ما وقع في كلام السَّلف مِنِ استحسان بعض البدع، فإنَّما ذلك في البدع اللُّغوية، لا الشرعية، فمِنْ ذلك قولُ عمر - رضي الله عنه - لمَّا جمعَ الناسَ في قيامِ رمضان على إمامٍ واحدٍ في المسجد، وخرج ورآهم يصلُّون كذلك فقال: نعمت البدعةُ هذه. وروي عنه أنَّه قال: إنْ كانت هذه بدعة، فنعمت البدعة

“ส่วนที่มีปรากฏในคำกล่าวของชาวสะลัฟจากการชื่มเชยบิดอะฮ์บางอย่างว่าดีนั้น นั่นเป็นเพียงการชื่นชมบิดอะฮ์ในแง่มุมทางภาษา ไม่ใช่ทางด้านศาสนา ดังตัวอย่างที่ท่านอุมัร - ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ - ได้กล่าว เมื่อท่านได้รวมกลุ่มผู้คนให้ละหมาดตะรอเวียะฮ์ในเดือนรอมฎอนโดยมีผู้นำละหมาดคนเดียวในมัสยิด และเมื่อท่านออกไปเห็นพวกเขากำลังละหมาดในลักษณะนั้น โดยท่านกล่าวว่า: ”นี่คือบิดอะฮ์ที่ดี“

และท่านยังกล่าวอีกว่า

ومرادُه أنَّ هذا الفعلَ لم يكن على هذا الوجه قبل هذا الوقت، ولكن له أصولٌ منَ الشَّريعةِ يُرجع إليها، فمنها: أنَّ النَّبيَّ - صلى الله عليه وسلم - كان يحُثُّ على قيام رمضان، ويُرَغِّبُ فيه، وكان النَّاس في زمنه يقومون في المسجد جماعاتٍ متفرِّقةً ووحداناً، وهو - صلى الله عليه وسلم - صلَّى بأصحابه في رمضانَ غيرَ ليلةٍ، ثم امتنع مِنْ ذلك معلِّلاً بأنَّه خشي أنْ يُكتب عليهم، فيعجزوا عن القيام به، وهذا قد أُمِنَ بعده - صلى الله عليه وسلم" انتهى من "جامع العلوم والحكم" (2/ 783).

“และเป้าหมายของท่านอุมัร (ที่กล่าวเช่นนี้) นี้ คือการกระทำนี้ (การรวมผู้คนละหมาด) ไม่ได้มีอยู่ในรูปแบบนี้ก่อนหน้านี้ แต่มันมีรากฐานจากด้านศาสนบัญญัติศาสนาที่สามารถย้อนกลับไปหาได้ หนึ่งในนั้นคือ ท่านนบี ﷺ ได้เคยส่งเสริมให้ละหมาดในเดือนรอมฎอน และกระตุ้นให้กระทำเช่นนั้น ซึ่งในสมัยของท่านผู้คนต่างละหมาดในมัสยิดกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่แยกกันและเป็นรายบุคคล และท่านนบี ﷺ(ในบางครั้ง) ท่านยังได้นำละหมาดให้กับบรรดาศ่อฮาบะฮ์ในเดือนรอมฎอนมากกว่าหนึ่งคืน จากนั้นท่านก็ได้งดเว้นจากการทำเช่นนั้นไป โดยให้เหตุผลว่าท่านเกรงว่ามันจะถูกกำหนดให้เป็นข้อบังคับ(ฟัรดู)สำหรับพวกเขา และพวกเขาอาจไม่สามารถปฏิบัติได้ แต่ความกังวลนี้ได้หมดไปหลังจากการจากไปของท่านนบี ﷺ “

ดังนั้นจึงสรุปว่า บิดอะฮ์ที่น่าชื่นชมในที่นี้คือ สิ่งที่มีรากฐานศาสนารับรองสนับสนุน หรือมีรากฐานสามารถย้อนกลับไปหาได้ หาใช่การอุตริบิดอะฮ์ใหม่ ๆ ขึ้นที่ไม่มีรากฐานจากศาสนา ซึ่งนี่คือความหลงผิด

2. เพื่อความยุติธรรม เราจะต้องไม่ตีความคำพูดของอิม่ามชาฟิอีย์เกินไปกว่าเป้าหมายที่ท่านจะสื่อถึง และไม่ควรโฟกัสที่คำกล่าวของอิม่ามชาฟิอีย์ที่ได้นำเสนอไปเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจคำกล่าวอื่น ๆ ของอิม่ามชาฟิอีย์ในบริบทเรื่องเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบางคำพูดของท่านมีความหมายแบบกว้าง ๆ กำกวม (مجمل) ส่วนในคำกล่าวของท่านอีกที่หนึ่งมีการอธิบายอย่างละเอียด (مفصل) ถึงประเด็นเดียวกัน , ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องนำคำพูดที่ชัดเจนกว่าของท่าน มาอธิบายคำพูดที่กว้าง ๆ และกำกวมของท่านในประเด็นเดียวกัน และให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีความชัดเจนก่อนสิ่งที่คลุมเครือ ให้ความสำคัญกับคำกล่าวชัดเจน (منطوق) มากกว่าการตีความด้วยความเข้าใจ (مفهوم) - “หะกีก่อตุ้ลบิดอะฮ์ วะอะฮ์กามมุฮา” (1/432)

ซึ่งคำกล่าวของอิม่ามชาฟิอีย์ที่มีความชัดเจนในเรื่องบิดอะฮ์ คือหลักฐานสำคัญที่จะหักล้างคำกล่าวของท่านที่กำกวมที่ถูกตีความไปอีกทาง , โดยในหนังสือ “อัรริซาละฮ์” ของท่านอิม่ามอัชชาฟิอีย์ มีระบุคำกล่าวของท่านที่เกี่ยวข้องกับคำจำกัดความในเรื่องบิดอะฮ์ ครั้งเมื่อท่านอิม่ามได้กล่าวถึง การพิจารณาสิ่งใดว่าเป็นเรื่องดีด้วยความรู้สึกนึกคิด (الاستحسان) ซึ่งผู้ที่นิยมชมชอบในเรื่องบิดอะฮ์มักใช้ตรงนี้เป็นข้ออ้าง , โดยท่านได้กล่าวว่า :

وهذا يدل على أنه ليس لأحد دون رسول الله أن يقول إلا بالاستدلال إلى أن قال: ولا يقول بما استحسن، فإن القول بما استحسن، فإن القول بما استحسن شيء يحدثه لا على مثال سبق

“และนี่แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครนอกจากท่านร่อซู้ลของอัลลอฮ์ที่สามารถกล่าวสิ่งใดได้ (ว่าดีหรือไม่ดี) นอกเสียจากว่าเขาจะต้องอ้างอิงด้วยหลักฐาน จนกระทั่งท่านกล่าวว่า ”และไม่สมควรที่จะกล่าวตามความเห็นชอบของตน (ว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ดี) เพราะการกล่าวตามความคิดเห็นชอบส่วนตัวนั้น คือการอุตริสิ่งใหม่ขึ้นโดยไม่มีแบบอย่างมาก่อน“

คำกล่าวนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดมั่นในหลักฐานทางศาสนา และให้หลีกเลี่ยงจากการอุตริสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นในศาสนาโดยไม่มีหลักฐานหรือแบบอย่างที่ชัดเจน

ท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ชี้ให้เห็นว่า

1. ไม่มีใครมีสิทธิ์ที่ใครจะกล่าวในเรื่องศาสนาโดยปราศจากการอ้างหลักฐาน ยกเว้นท่านร่อซู้ล ﷺ เพียงผู้เดียว เพราะสิ่งที่ท่านพูด ท่านไม่ได้กล่าวตามอารมณ์ แต่เป็นเพราะวะฮีย์จากอัลลอฮ์

2. การกล่าวหรือปฏิบัติตามความพึงพอใจส่วนตัวโดยไม่มีหลักฐานทางศาสนารองรับ ถือเป็นการอุตริริสิ่งใหม่ขึ้นในศาสนาที่ไม่มีแบบอย่างมาก่อน ซึ่งนำไปสู่ความหลงผิด

หลังจากที่พิจารณาทั้งหมดเหล่านี้ เราจะสามารถพูดได้หรือว่าอิหม่ามชาฟิอีเห็นดีเห็นงามกับการอุตริบิดอะฮ์ขึ้นในศาสนา ? เราจะคิดไปได้หรือว่าอิม่ามชาฟิอีย์ยกย่องสรรเสริญบิดอะฮ์และอนุญาตให้นำบิดอะฮ์ในด้านศาสนามาใช้ในการแสงหาความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ มันกินกับสติปัญญาหรือที่คำกล่าวของอิหม่ามชาฟิอีที่พูดถึงการนิยามของบิดอะฮ์ จะสื่อว่าท่านอนุญาตให้ใช้ความเห็นชอบส่วนตัวมาทึกทักอุตริสิ่งใหม่ ๆ ขึ้น และส่งเสริมให้เราใช้หัวใจและความนึกคิดของเรามาตัดสินสิ่งใดว่าดีตามศาสนาได้ ?

ดังนั้นการเปรียบเทียบระหว่าง (คำพูดของอิม่ามชาฟิอีย์ที่เกี่ยวกับการนิยามของบิดอะฮ์) กับ (คำพูดของเขาเกี่ยวกับการตำหนิการใช้ความรู้สึกชอบทึกทักว่าดีในเรื่องศาสนา) ตรงนี้จะทำให้ผู้ที่มีสติปัญญาเข้าใจได้ถึงสถานะของอิหม่ามผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ ซึ่งเขาจะไม่กล่าวหาว่าท่านว่าเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่ชั่วร้ายนี้หรือไปพาดพิงถึงท่านในสิ่งที่ท่านไม่ได้เห็นด้วย

เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาในเรื่องเมาลิดนบี สิ่งนี้ไม่มีรากฐานใด ๆ ทางศาสนาให้การยอมรับ ไม่พบว่ามีร่องการการปฏิบัติใด ๆ เลยจากคนในยุคต้นอิสลาม ส่วนหลักฐานทั้งหลายที่ฝ่ายสนับสนุนเมาลิดอ้างขึ้น ทั้งหมดเป็นการคาดเดา และอาศัยการตีความเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่พวกตนต้องการ ซึ่งไม่มีปรากฏว่ามีศ่อฮาบะฮ์ท่านใด หรือสะลัฟท่านใดเข้าใจหลักฐานเหล่านั้นในแบบที่พวกเขาต้องการ ซึ่งในแง่ความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้ที่หลักฐานเหล่านี้จะหลุดพ้นจากความเข้าใจของคนในยุคต้นอิสลาม แต่คนในยุคท้าย ๆ กลับมาเข้าใจไปเอง ดังนั้นเมื่อพิจารณาตรงนี้การเฉลิมฉลองเมาลิดนบีจึงเข้าข่ายบิดอะฮ์ที่ต้องห้ามด้วยหลักการ ด้วยสาเหตุหลัก ๆ

1. เป็นการอุตริรูปแบบการอิบาดะฮ์ใหม่ที่ไม่มีแบบอย่างมาก่อน
2. เป็นการเลียนแบบพวกนะศอรอที่พวกนี้เทิดทูนศาสนทูตของพวกเขาจนเลยเถิด ด้วยการจัดงานวันเกิดให้แก่ท่านนบีอีซา (ที่เรียกว่าวันคริสต์มาส) หรือการยกย่องจนเลยเทิดให้เป็นพระเจ้า

เผยแพร่บนเพจครั้งแรกเมื่อ 5 ก.ย. 2568 และนำมาเผยแพร่ซ้ำ

หัวข้อเมาลิดนบี
อ้างอิงคำสอนของอิบนุ รอญับอัชชาฏิบีย์