ใช้น้ำที่เหลือจากการชำระของชายหรือหญิงได้หรือไม่

บท : ความสะอาด (الطهارة)
ตอน : การใช้น้ำที่หลงเหลือจากการชำระของทั้งผู้ชายและผู้หญิง
ประเด็นที่หนึ่ง : การใช้น้ำที่หลงเหลือจากการใช้ทำความสะอาดของผู้ชาย
อนุญาตให้ทำความสะอาดโดยใช้น้ำที่หลงเหลือจากการใช้งานของผู้ชายได้ กล่าวคือ น้ำที่หลงเหลือจากการใช้ทำความสะอาด ตัวอย่างเช่น น้ำที่หลงเหลืออยู่ในภาชนะ หลังจากที่มีผู้ทำน้ำละหมาดจากน้ำนั้นแล้ว ตรงนี้อนุญาตให้นำมาใช้ทำความสะอาดต่อได้ ด้วยมติเห็นพ้องของบรรดานักนิติศาสตร์อิสลามทั้งสี่มัซฮับ ทั้งมัซฮับฮะนะฟีย์ ¹ มาลิกีย์ ชาฟิอีย์ และฮัมบะลีย์ โดยพิจารณาใช้หลัก “อัลอิสติศฮาบ (الاستصحاب)” ⁵ คือการคงสภาพฮุก่มเดิมของน้ำที่บริสทธิ์ ; เนื่องจากไม่มีหลักฐานใดที่ชี้ถึงการห้ามใช้น้ำนี้ และหลักเดิมในศาสนาคือ น้ำยังคงบริสุทธิ์สะอาด จนกว่าจะมีหลักฐานที่บ่งชี้เป็นอย่างอื่น
ประเด็นที่สอง : การใช้น้ำที่หลงเหลือจากการใช้ทำความสะอาดของผู้หญิง
อนุญาตให้ทำความสะอาดโดยใช้น้ำที่หลงเหลือจากการใช้งานของผู้หญิงได้ ซึ่งนี่คือทัศนะของนักวิชาการส่วนมาก ได้แก่มัซฮับฮะนะฟีย์ ⁶ มาลิกีย์ ⁷ ชาฟิอีย์ (ตามทัศนะที่ถูกต้องที่สุด) ⁸ และรายงานส่วนหนึ่งจากมัซฮับฮัมบะลีย์ โดยท่าน อิบนุอะกีล ท่านอิบนุ มุนซิร ได้เลือกทัศนะนี้ไว้เช่นกัน ⁹ อีกทั้งยังเป็นทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ทั้งหมด
ท่านอิบนุ อับดิ้ลบัร ได้กล่าวว่า :
“บรรดานักนิติศาสตร์อิสลามแห่งเมืองต่าง ๆ ล้วนมีความเห็นว่า ไม่มีปัญหาอะไรในการใช้น้ำที่เหลือจากการทำน้ำละหมาดของสตรี หรือใช้น้ำที่นางดื่มเหลืออยู่ ไม่ว่านางจะอยู่ในสภาพมีประจำเดือน หรืออยู่ในสภาพญุนุบก็ตาม หรือไม่ว่าจะกรณีที่นางใช้น้ำนั้นตามลำพัง หรือในกรณีที่ทั้งสอง (ชายและหญิง) ได้ใช้น้ำนั้นร่วมกันก็ตาม , ยกเว้นท่านอิหม่ามอะหมัด อิบนุหันบัล ซึ่งท่านได้กล่าวว่า : “หากหญิงนั้นใช้น้ำดังกล่าวเพียงลำพัง เช่นนั้นชายก็ไม่ควรใช้น้ำนั้นทำน้ำละหมาด แต่ที่อนุญาตคือในกรณีที่ทั้งสองทำน้ำละหมาดร่วมกันเท่านั้น” - ดู “อัลอิสติซก๊าร” (1/170)
ท่านอันนะวะวีย์ ได้กล่าวว่า :
“ส่วนการที่ผู้ชายได้ใช้น้ำที่เหลือจากการใช้แล้วของผู้หญิง มาทำการชำระล้างนั้น คือสิ่งที่อนุญาตให้กระทำ ตามทัศนะของเรา (ตามมัซฮับชาฟิอีย์) และตามทัศนะของอิม่ามมาลิก ตลอดจนอิม่ามอบูฮะนีฟะฮ์ และนักวิชาการส่วนมากอีกหลายท่าน ไม่ว่านางจะใช้น้ำนั้น(ในภาชนะ)เพียงลำพังหรือไม่ก็ตาม” - ดู “ชัรฮุ อันนะวะวีย์ อะลา มุสลิม” (2/3-4)
หลักฐานในเรื่องนี้
1. รายงานจากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า :
اغتسَلَ بعضُ أزواجِ النبيِّ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم في جَفنةٍ، فأراد النبيُّ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم أن يتوضَّأَ منه، فقالت: يا رسولَ الله، إني كنتُ جُنُبًا، فقال: إنَّ الماءَ لا يجنُبُ
“ภรรยาคนหนึ่งของท่านนบี ﷺ ได้เคยอาบน้ำในอ่างใบหนึ่ง แล้วท่านนบี ﷺ ประสงค์จะทำวน้ำละหมาดด้วยน้ำในอ่างนั้น นางจึงกล่าวว่า “โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์ ฉันอยู่ในสภาพญุนุบ” ท่านนบี ﷺ จึงตอบว่า : “น้ำนั้นมิได้กลายเป็นญุนุบ (หมายถึง น้ำนั้นจะไม่เป็นนะยิสและย่อมไม่เปลี่ยนสภาพด้วยการกระทำนี้อันเป็นเหตุให้ไม่สามารถใช้น้ำนั้นได้ ¹⁰)” - ((รายงานโดยอบูดาวูด (68) และอัตติรมิซีย์ (65) โดยท่านอัตติรมิซีย์ได้กล่าวว่า : หะดิษนี้หะซันศ่อเฮียะฮ์ และท่านอิบนุ ญะรีรได้ตรวจสอบสายรายงานว่าถูกต้องใน “มุสนัด อิบนิ อับบาส : 2/692))
2. การอาบน้ำละหมาดของผู้หญิงไม่อาจส่งผลต่อความบริสุทธิ์ของน้ำ (ไม่สามารถทำให้น้ำนั้นสกปรกได้) แล้วไฉนเพียงการใช้น้ำของนางจะไปลดทอนความบริสุทธิ์ของน้ำนั้นได้ ! ¹¹
¹ ดู «อัลมับศูต» ของอัสสัรค่อซีย์ (1/109)
² ดู «มะวาฮิบ อัลญะลีล» ของอัลฮัตตอบ (1/52)
³ ดู «อัลมัจมัวอ์» ของอันนะวะวีย์ (2/190)
⁴ ดู «อัลอินซอฟ» ของอัลมัรดาวีย์ (1/50)
⁵ อัลอิสติศฮาบ (الاستصحاب) คือหลักทางอุศูลุ้ลฟิกฮ์ข้อหนึ่ง หมายถึง การคงสภาพฮุก่มของสิ่งหนึ่งไว้เช่นเดิม เนื่องจากไม่มีหลักฐานจากตัวบทมาเปลี่ยนแปลง) - ดู «อุศูลุ้ลฟิกฮ์ อัลละซีย์ ลา ยะสะอุ้ลฟะกีฮ์ ญะฮ์ลุฮู» หน้า 215
⁶ ดู «ฮาชียะฮ์ อิบนิ อาบิดีน» (1/133)
⁷ ดู แหล่งเดียวกันกับฟุตโน้ตที่สอง (1/72)
⁸ ดู แหล่งเดียวกันกับฟุตโน้ตที่สาม (2/191)
⁹ ดู «อัลมุฆนีย์» ของอิบนุ กุดามะฮ์ (1/157) «อัลเอาสัฏ» อิบนุ มุนซิร (1/405)
¹⁰ อธิบายในวงเล็บโดย อัลเมาซูอะฮ์อัลหะดีซียะฮ์
¹¹ ดู «มะวาฮิบ อัลญะลีล» ของอัลฮัตตอบ (1/72)