สำนักพิมพ์รอซี่ย์RASY Publishing
หลักนิติศาสตร์อิสลาม · ตอนที่ 6 จาก 15

น้ำมุฏลัก: น้ำที่สะอาดและใช้ชำระได้

ภาพประกอบ: น้ำมุฏลัก: น้ำที่สะอาดและใช้ชำระได้

กิตาบ : ความสะอาด (الطهارة)
บท : น้ำ

น้ำมุฏลัก

ตามหลักภาษา คำว่า “มุฏลัก / المطلق” หมายถึง ไม่ผูกมัดกับสิ่งใด ไม่มีพันธะผูกพันกับสิ่งใด เมื่อนำมาใช้ร่วมกับน้ำจึงหมายถึง น้ำที่คงสภาพดั่งเดิมแบบบริสุทธิ์โดยไม่มีสิ่งเจือปนอื่นเข้ามาผสมในน้ำนั้น โดยที่น้ำไม่เปลี่ยนสี กลิ่น และรส , หรืออาจกล่าวได้ว่า คือน้ำที่คงสภาพดั้งเดิมตามที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงสร้างไว้ ¹

ฮุก่มของน้ำมุฏลัก : สะอาดโดยตัวของมัน และสามารถชำระล้างสิ่งอื่นได้

ซึ่งน้ำมุฏลัก ได้แก่ : น้ำฝน , น้ำทะเล , น้ำแม่น้ำ , น้ำบ่อน้ำ , น้ำหิมะและน้ำลูกเห็บที่ตกลงมาจากท้องฟ้า , น้ำตาน้ำที่ผุดจากดิน , น้ำซัมซัม , น้ำที่ถูกทำให้ร้อนหรืออุ่น (ไม่ว่าจะด้วยการต้มหรือด้วยแสงอาทิตย์) ²

หลักฐาน

1. น้ำฝน

อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า :

وَيُنَزِّلُ عَلَيْكُمْ مِنَ السَّمَاءِ مَاءً لِيُطَهِّرَكُمْ بِهِ [الأنفال: 11]

“และทรงให้น้ำลงมาแก่พวกเจ้าจากฟากฟ้า เพื่อทรงชำระพวกเจ้าด้วยน้ำนั้น” (อัลอันฟาล : 11)

2. น้ำทะเล

ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้ถูกถามเกี่ยวกับน้ำทะเล , ท่านจึงตอบว่า

هو الطَّهورُ ماؤُه، الحِلُّ مَيتتُه

“น้ำทะเลคือน้ำบริสุทธิ์สะอาด , สัตว์ที่ตายเองในทะเล ก็อนุญาตให้รับประทานได้” (บันทึกโดยอบูดาวูด : 83 และอัตติรมิซีย์ : 69)

3. น้ำแม่น้ำ

อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า :

وَسَخَّرَ لَكُمُ الأَنْهَارَ

“และทรงให้ลำน้ำทั้งหลายเป็นประโยชน์แก่พวกเจ้า” (อิบรอฮีม : 32)

โองการนี้ถูกใช้เป็นหลักฐานยืนยันถึงความสะอาดของน้ำแม่น้ำ ; เนื่องเพราะความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่มีแก่ปวงบ่าว ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นผ่านสิ่งที่สกปรกได้ (นะญิส) ³

4. น้ำบ่อ

ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้ถูกถามเกี่ยวกับการอาบน้ำละหมาดที่บ่อน้ำบุฎออะฮ์ (บ่อหนึ่งในมะดีนะฮ์) ซึ่งเป็นบ่อที่ถูกโยนเศษชิ้นผ้าที่เปื้อนประจำเดือนผู้หญิง เนื้อสุนัข และซากสัตว์หรือสิ่งปฏิกูล ลงไป , ท่านร่อซู้ล ﷺ จึงตอบว่า :

إنَّ الماءَ طَهورٌ لا يُنجِّسُه شيءٌ

“น้ำนั้นบริสุทธิ์สะอาด ไม่มีอะไรมาทำให้มันสกปรกได้” (บันทึกโดยอัตติรมิซีย์ : 66 และอันนะซาอีย์ : 326)

5. น้ำหิมะและน้ำลูกเห็บที่ตกลงมาจากท้องฟ้า

หลักฐานคือ บทดุอาอ์ที่ท่านร่อซู้ล ﷺ กล่าวที่ว่า

اللهمَّ اغسِلْ خطاياي بالماءِ والثَّلجِ والبَرَدِ

“โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงโปรดชำระความผิดของข้าพระองค์ ด้วยน้ำสะอาด ด้วยน้ำหิมะ และน้ำลูกเห็บ”

ข้อสังเกต : ดุอาอ์บทนี้มีความหมายเป็นการขอให้อัลลอฮ์ทรงชำระล้างบาปทั้งหลาย เสมือนกับที่ร่างกายได้รับการชำระล้างด้วยน้ำ จึงเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า น้ำหิมะและน้ำลูกเห็บ เป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถใช้ขจัดหะดัษและสิ่งสกปรกได้ ; เพราะย่อมไม่มีการขอให้ชำระล้างด้วยสิ่งหนึ่งสิ่งใด เว้นเสียแต่สิ่งนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่สะอาดบริสุทธิ์

6. น้ำตาน้ำ

อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า :

أَلَمْ تَرَ أَنَّ اللَّهَ أَنزَلَ مِنَ السَّمَاء مَاءً فَسَلَكَهُ يَنَابِيعَ فِي الأَرْضِ

“เจ้ามิเห็นดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮฺทรงหลั่งน้ำลงมาจากฟากฟ้า แล้วทรงให้มันไหลซึมลงไปในแผ่นดินเป็นตาน้ำด้วยน้ำนั้น” (อัซซุมัร : 21)

โองการนี้ถูกใช้เป็นหลักฐานยืนยันถึงความสะอาดของน้ำตาน้ำ ; เนื่องเพราะความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่มีแก่ปวงบ่าว ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นผ่านสิ่งที่สกปรกได้ (นะญิส) ⁴

7. น้ำซัมซัม

น้ำซัมซัม คือน้ำบริสุทธิ์สะอาด , สามารถใช้ชำระร่างกาย และใช้อาบน้ำละหมาดได้ ด้วยมติเอกฉันท์ของบรรดานักวิชาการ ⁵

8. น้ำที่ถูกทำให้ร้อนด้วยไฟหรือแสงอาทิตย์ (น้ำมุชัมมัส)

น้ำที่ถูกทำให้ร้อนด้วยแสงอาทิตย์(น้ำมุชัมมัส)คือที่น้ำสะอาดโดยไม่มีข้อขัดแย้ง , ทว่านักวิชาการขัดแย้งกันว่าตกฮุก่มมักโระฮ์(น่ารังเกียจ) หรือไม่ ? โดยที่ถูกต้องแล้ว น้ำมุชัมมัสคือน้ำสะอาด ไม่เป็นมักโระฮ์ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. มักโระฮ์ คือฮุก่มหนึ่งด้านศาสนา การจะระบุว่าสิ่งใดเป็นมักโระฮ์ได้ จำเป็นจะต้องอิงกับตัวบทหลักฐานและเหตุผลการวิเคราะฮ์ที่ถูกต้องสมเหตุสมผล ซึ่งประเด็นนี้ไม่มีตัวบทตรง ๆ หรือเหตุผลที่ถูกต้องที่จะยืนยันว่า น้ำมุชัมมัส เป็นมักโระฮ์

2. หากการใช้น้ำมุชัมมัส ก่อให้เกิดโรคเรื้อนที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ แน่นอนว่าการใช้น้ำมุชัมมัส จะไม่ใช่แค่ตกฮุก่มมักโระฮ์ (น่ารังเกียจ) แต่ควรจะตกฮุก่มฮะรอม (ต้องห้าม) เสียมากกว่า ; เพราะโรคเรื้อนเป็นโรคและเป็นความผิดปกติของร่างกาย และถือว่าเป็นข้อบกพร่องในตัวชายหรือหญิง ซึ่งจำเป็นต้องแจ้งให้ผู้อื่นทราบหากมี

ท่านอิม่ามนะวะวีย์ ได้กล่าวว่า :

“ทัศนะที่มีน้ำหนักที่สุด(หากพิจารณา)ตามหลักฐานก็คือ น้ำนี้ (น้ำมุชัมมัส) ไม่ใช่มักโระฮ์โดยสิ้นเชิง , ซึ่งนี่คือทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ และไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ใด ๆ มาสนับสนุนฮุก่มมักโระฮ์ (น่ารังเกียจ) ในครั้งนี้...” ⁶


อ้างอิง

¹ ดู ชัรฮ์ มุนตะฮา อัลอิรอดาต - อัลบุฮูตีย์ (1/15)

² ดู อัลเมาซูอะฮ์อัลฟิกฮียะฮ์ - อัดดุรอรอัซซะนียะฮ์ , บท : อัฏฏ่อฮาเราะฮ์

³ ดู ฮาชียะฮ์ อิบนิ อาบิดีน (1/180)

⁴ แหล่งเดียวกันกับฟุตโน๊ตที่สาม

⁵ ดู อัลมัจมัวอ์ - อันนะวะวีย์ (1/90)

⁶ ดู เราเฎาะฮ์ อัตตอลิบีน (1/11)

อ้างอิงคำสอนของอันนะวะวีย์