สำนักพิมพ์รอซี่ย์RASY Publishing
หลักนิติศาสตร์อิสลาม · ตอนที่ 2 จาก 15

นิยาม ที่มา และความประเสริฐของวิชาฟิกฮ์

ภาพประกอบ: นิยาม ที่มา และความประเสริฐของวิชาฟิกฮ์

- นิยามของคำว่า “ฟิกฮ์” ทั้งด้านหลักภาษาและด้านศาสนบัญญัติ
- แหล่งที่มาของวิชาฟิกฮ์
- เนื้อหาของวิชาฟิกฮ์
- ผลพวงของวิชาฟิกฮ์
- ความประเสริฐของวิชาฟิกฮ์


นิยาม

ด้านภาษา

คำว่า “ฟิกฮ์” (فقه) ตามหลักภาษาอาหรับ หมายถึง “ความเข้าใจ” (فهم) เช่นเมื่อกล่าวว่า : أوتي فلانٌ فقهاً في الدين “เขาคนนั้นได้รับความเข้าใจในศาสนา” หมายถึงว่า เขาเข้าใจในเรื่องศาสนาอย่างลึกซึ้ง , ตัวอย่างเช่น ในดุอาอ์ของท่านนบี ﷺ ที่กล่าวให้กับท่านอิบนุอับบาสความว่า : اللَّهُمَّ فَقِّهْهُ فِي الدِّينِ “โอ้อัลลอฮ์ โปรดทรงให้เขาได้เข้าใจในศาสนาด้วยเถิด” (อัลบุคอรีย์ : 143 และมุสลิม : 2477) ¹

ด้านศาสนบัญญัติ

คำว่าฟิกฮ์ หมายถึง “องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติทางศาสนาอิสลามภาคปฏิบัติ ที่ได้รับมาโดยการศึกษาจากหลักฐานเชิงละเอียดที่เฉพาะเจาะจง”

อธิบายนิยามด้านศาสนบัญญัติ

“องค์ความรู้” ...คือการรับรู้อย่างแท้จริง ซึ่งครอบคลุมถึงการรับรู้ในเรื่องที่เกี่ยวพันกับการสันนิษฐาน และเรื่องที่ชัดเจนตายตัว (ไม่มีเรื่องที่ต้องสงสัย)

“ที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติอิสลาม” ...คำจัดกัดความนี้จะตัดเอาความรู้ในเรื่องที่ไม่มีฮุก่มทางศาสนเกี่ยวพันออกไป ซึ่งคือการรับรู้ถึงสิ่งหนึ่งผ่านการเข้าใจเองและจินตนาการล้วน ๆ โดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งนั้นฮะล้าลหรือฮะรอม อีกทั้งยังตัดเอาความรู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักการอิสลามออกไป เช่น ฮุก่มการตัดสินว่าสำนวนคำพูดนั้น ๆ ดีหรือไม่ หรือการตัดสินว่ายาตัวนี้มีประโยชน์หรือมีโทษกับผู้ป่วย ซึ่งอย่างแรกคือ ฮุก่มด้านลุฆ่อวีย์ (ด้านภาษา) ส่วนอย่างที่สองคือ ฮุก่มด้านฏิบบีย์ (ด้านการแพทย์)

“ภาคปฏิบัติ”... คือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ปรากฎออกมาจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอด การซื้อขาย ฯลฯ , ซึ่งไม่นับรวมเรื่องของหลักความเชื่อ (อะกีดะฮ์) เข้าไปเกี่ยว

“ที่ได้รับมาโดยการศึกษาจากหลักฐานเชิงละเอียดที่เฉพาะเจาะจง”... หมายถึง คือความรู้ที่ได้รับมาผ่านการวินิจฉัยและการปฏิบัติ โดยผ่านการวินิจฉัยจากหลักฐานจากอัลกุรอ่าน อัซซุนนะฮ์ อัลอิจมาอ์ และอัลกิยาส ซึ่งไม่ใช่แค่การลอกเลียนแบบผู้อื่นมาอีกที (เรียกว่า การตักลีด) ; เพราะการลอกเลียนแบบไม่ใช่การศึกษาผ่านการวินิจฉัยจากตัวบท แต่เป็นการศึกษาโดยผ่านการเลียนแบบมาอีกที

อนึ่ง “หลักฐานเชิงละเอียด” ในที่นี้ หมายถึง หลักฐานเฉพาะเจาะจงที่ใช้สำหรับแต่ละประเด็นทางนิติศาสตร์อิสลาม ²

แหล่งที่มาของวิชาฟิกฮ์

1. อัลกุรอ่าน 2. อัซซุนนะฮ์ที่ถูกต้อง
3. อัลอิจมาอ์ (มติเอกฉันท์) 4. อัลกิยาส (การเทียบฮุก่ม) ³

เนื้อหาของวิชาฟิกฮ์

เนื้อหาของวิชาฟิกฮ์จะเกี่ยวข้องกับการกระทำของมนุษย์ทุกคนที่อยู่ในเกณฑ์บังคับใช้ทางศาสนา (อัลมุกัลลัฟ) ในลักษณะภาพรวมที่ครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮ์ , ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ , และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคมที่เขาดำรงอยู่ , และยังครอบคลุมถึงพฤติกรรมการปฏิบัติของมนุษย์ทั้งจากคำพูด การกระทำ การทำข้อตกลง และดำเนินการเชิงธุรกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน

โดยสามารถแยกหมวดหมู่ได้สองประเภท

1. ฟิกฮุ้ลอิบาดาต (นิติศาสตร์ว่าด้วยภาคพิธีกรรมทางศาสนา)
2. ฟิกฮุ้ลมุอามะลาต (นิติศาสตร์ว่าด้วยเรื่องธุจกรรมระหว่างมนุษย์)

ผลพวงของวิชาฟิกฮ์

การศึกษาและเข้าใจในหลักนิติศาสตร์อิสลาม ตลอดจนการนำหลักการเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต จะก่อให้เกิดคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงแก่ตัวผู้ศรัทธา ทั้งในด้านการปฏิบัติอิบาดะฮ์ที่ถูกต้องสมบูรณ์ สอดคล้องกับบทบัญญัติของศาสนา และในด้านการดำรงชีวิตที่ตั้งอยู่บนแนวทางแห่งความดีงาม เมื่อบุคคลยึดมั่นในความดี สังคมโดยรวมก็ย่อมได้รับผลสะท้อนในทางที่ดีตามไปด้วย ซึ่งผลสุดท้ายคือ ความสงบสุขในโลกดุนยา และความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮ์ในอาคิเราะฮ์ ⁴

ความประเสริฐของวิชาฟิกฮ์

การมีความเข้าใจในศาสนานับเป็นหนึ่งในการงานที่ประเสริฐที่สุด และเป็นหนึ่งในคุณธรรมที่งดงามที่สุด ซึ่งมีตัวบททั้งจากอัลกุรอ่านและอัซซุนนะฮ์ได้ระบุถึงคุณค่าและความสำคัญของวิชานี้ และส่งเสริมให้แสวงหาและศึกษาวิชานี้ ดังดำรัสของอัลลอฮ์ ที่ว่า :

وَمَا كَانَ ٱلْمُؤْمِنُونَ لِيَنفِرُواْ كَآفَّةً فَلَوْلاَ نَفَرَ مِن كُلِّ فِرْقَةٍ مِّنْهُمْ طَآئِفَةٌ لِّيَتَفَقَّهُواْ فِى ٱلدِّينِ وَلِيُنذِرُواْ قَوْمَهُمْ إِذَا رَجَعُوۤاْ إِلَيْهِمْ لَعَلَّهُمْ يَحْذَرُونَ

“ไม่บังควรที่บรรดาผู้ศรัทธาจะออกไปสู้รบกันทั้งหมด ทำไมแต่ละกลุ่มในหมู่พวกเขาจึงไม่ออกไปเพื่อหาความเข้าใจในศาสนา และเพื่อจะได้ตักเตือนหมู่คณะของพวกเขา เมื่อพวกเขาได้กลับมายังหมู่คณะของพวกเขา โดยหวังว่าหมู่คณะของพวกเขาจะได้ระมัดระวัง” (อัลกุรอ่าน 9:122)

และคำกล่าวของท่านร่อซู้ล ﷺ ที่ว่า

مَن يُرِدِ اللَّهُ به خَيْرًا يُفَقِّهْهُ في الدِّينِ

“ผู้ใดที่อัลลอฮ์จะให้เขาได้รับความดีงาม อัลลอฮ์จะทรงทำให้เขามีความเข้าใจในศาสนา” (อัลบุคอรีย์ : 71 และมุสลิม : 1037)

ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้ระบุว่าความดีงามทั้งหมด อยู่ที่การเข้าใจในศาสนา ตรงนี้บ่งบอกชัดถึงความสำคัญของการเข้าใจในศาสนา และบ่งชี้ถึงความยิ่งใหญ่และสถานะอันสูงส่งของวิชานี้

ดังนั้นการเข้าใจในศาสนานั้นมีสถานะที่ยิ่งใหญ่ในอิสลาม ; เนื่องจากเมื่อมุสลิมมีความเข้าใจในเรื่องศาสนาของตนอย่างดี รู้จักหน้าที่และสิทธิของตน เขาก็จะสามารถปฏิบัติศาสนาได้อย่างถูกต้องด้วยความรู้และด้วยวิสัยทัศน์แห่งผู้ศรัทธา และเขาก็จะได้รับความดีงามและความผาสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ⁵


¹ ดู “ตะฮ์ซีบุลลุเฆาะฮ์” (5/263)

² ดู “อุศูลุลฟิกฮ์ อัลละซี ลา ยะสะอุลฟะกีฮ์ ยะฮ์ลุฮู” (13-14)

³ ดู “อัลฟิกฮ์ อัลมุยัสสัร” (18)

⁴ แหล่งเดียวกัน (19)

⁵ แหล่งเดียวกัน (19)