สำนักพิมพ์รอซี่ย์RASY Publishing
ชุดความรู้เรื่องเมาลิดนบี · ตอนที่ 13 จาก 15

ข้อโต้แย้งที่ 7 ของฝ่ายสนับสนุนเมาลิดและคำชี้แจง

ภาพประกอบ: ข้อโต้แย้งที่ 7 ของฝ่ายสนับสนุนเมาลิดและคำชี้แจง

ชุบฮะฮ์ที่เจ็ด

ฝ่ายสนับสนุนเมาลิดนบี ได้พยายามเสาะหาหลักฐานสนองอารมณ์ตนเองในเรื่องเมาลิด กระทั่งหยิบยกหะดิษบทหนึ่งของท่านร่อซู้ล ﷺ ที่ท่านได้กล่าวว่า :

مَنْ سَنَّ فِي الْإِسْلَامِ سُنَّةً حَسَنَةً، فَلَهُ أَجْرُهَا وَأَجْرُ مَنْ عَمِلَ بِهَا بَعْدَهُ مِنْ غَيْرِ أَنْ يَنْقُصَ مِنْ أُجُورِهِمْ شَيْءٌ

“ผู้ใดที่กระทำแบบอย่างที่ดีในอิสลาม เขาก็จะได้รับผลบุญของมัน และผลบุญของผู้ปฏิบัติตามมันหลังจากเขา โดยที่ไม่มีสิ่งใดบกพร่องลงจากผลบุญของพวกเขา” - บันทึกโดยมุสลิม (1017)

แง่มุมหลักฐาน : ท่านนบีอนุญาตให้เรากระทำบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ได้ ในถ้อยประโยคของท่านที่ว่า “من سن في الإسلام سنة حسنة” (ผู้ใดที่กระทำแบบอย่างที่ดีในอิสลาม) และคำว่า سنة حسنة ก็หมายถึง بدعة حسنة ดังนั้นพวกที่ห้ามปรามบิดอะฮ์หะสะนะฮ์จะว่าอย่างไร เมื่อท่านร่อซู้ล ﷺ กล่าวอย่างนี้

ซึ่งการเฉลิมฉลองเมาลิดนบี ﷺ นับเป็นบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ ที่เข้ากับหะดิษบทนี้ ; เนื่องจากเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความสรรเสริญ และการรำลึกถึงท่านนบี ﷺ , ดังนั้นผู้ที่ห้ามปรามเมาลิดจึงถูกกล่าวหาว่าปฏิเสธ “หลักฐาน” ที่ปรากฏอยู่ในถ้อยคำของท่านร่อซู้ล ﷺ ในหะดิษบทนี้

คำอ้างนี้ผิดพลาดอย่างร้ายแรง

หะดิษบทนี้ไม่ใช่หลักฐานสนับสนุนการอุตริบิดอะฮ์เมาลิดขึ้นในศาสนาอย่างที่ผู้ที่ฝักใฝ่ในบิดอะฮ์เข้าใจกัน ; เพราะท่านนบี ﷺ #ไม่ได้กล่าวว่า :

من ابتدع في الإسلام بدعة حسنة

«ใครก็ตามที่ริเริ่มอุตริบิดอะฮ์ที่ดีขึ้นในอิสลาม»

ท่านไม่ได้กล่าวเช่นนี้ แต่ท่านกล่าวว่า :

من سن في الإسلام سنة حسنة

«ผู้ใดที่กระทำแบบอย่างที่ดีในอิสลาม»

ดังนั้นซุนนะฮ์ก็คือซุนนะฮ์ จะเป็นบิดอะฮ์ไปมิได้ และซุนนะฮ์ตรงนี้ หมายถึง สิ่งที่สอดคล้องกับอัลกุรอ่านและซุนนะฮ์ สอดคล้องกับหลักฐาน นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าซุนนะฮ์ , ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่ปฏิบัติตามซุนนะฮ์ซึ่งมีหลักฐานจากอัลกุรอ่านและซุนนะฮ์รับรอง เขาจะได้รับผลบุญจากการกระทำนั้น และได้รับผลบุญของผู้ที่ปฏิบัติตามมันจนถึงวันกิยามะฮ์ กล่าวคือ ผู้ใดก็ตามที่ฟื้นฟูซุนนะฮ์ของท่านนบี ﷺ และสอนมันให้แก่ผู้คน อธิบายให้ผู้คนเข้าใจ และพวกเขาปฏิบัติตามซุนนะฮ์นั้นโดยถือเอาตัวเขาเป็นแบบอย่าง เขาจะได้รับผลบุญเช่นเดียวกับผลบุญของผู้ที่ปฏิบัติตาม ใจความหะดิษต้องการจะสื่อเช่นนี้

อนึ่ง หากเรามาดูที่สาเหตุของหะดิษบทนี้ คือเหตุการณ์หะดิษนี้เกิดขึ้นเมื่อ ท่านรอซู้ล ﷺ ได้กล่าวคุตบะฮ์แก่ผู้คนและเรียกร้องให้พวกเขาบริจาค หลังจากนั้นก็มีชายคนหนึ่งนำเงินบริจาคมากมายจนมือของเขาแทบจะแบกรับไม่ไหว เมื่อผู้คนเห็นจึงเริ่มนำเงินมาบริจาคกันมากขึ้น เมื่อเห็นดังนั้น ท่านร่อซู้ล ﷺ จึงกล่าวว่า “ผู้ใดที่กระทำแบบอย่างที่ดีในอิสลาม เขาก็จะได้รับผลบุญของมัน และผลบุญของผู้ปฏิบัติตามมันหลังจากเขา โดยที่ไม่มีสิ่งใดบกพร่องลงจากผลบุญของพวกเขา ”

ซึ่งการบริจาคนั้นเป็นสิ่งที่มีบทบัญญัติศาสนารับรองไว้อย่างชัดเจนทั้งอัลกุรอ่านและอัซซุนนะฮ์และอิจมาอ์ (มติเอกฉันท์ของปวงปราชญ์) การกระทำของชายคนดังกล่าวคือการปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกบัญญัติไว้อยู่แล้ว แต่เขาเป็นผู้เริ่มต้นฟื้นฟูทำความดีนี้ก่อนใคร

เหตุการณ์นี้ยังได้ให้บทเรียนกับเราว่า การกระทำใดจะถือว่าดีนั้น จะต้องมีบทบัญญัติรองรับไว้เท่านั้น มันจะแตกต่างกันกับการอุตริบิดอะฮ์ที่ไม่มีรูปแบบมาก่อนจากท่านนบีและศ่อฮาบะฮ์ ไม่มีแหล่งที่มาจากบทบัญญัติ ดังนั้นการนำหะดิษบทนี้มาสวมรอยว่าอนุญาตให้อุตริบิดอะฮ์ขึ้นในศาสนได้นั้น คือความเข้าใจที่ผิดมหันต์ !

ดังนั้นความหมายของ “ซุนนะฮ์ที่ดี” จึงหมายถึง #การฟื้นฟูและเผยแพร่ซุนนะฮ์ คือการเรียกร้องให้คนทำสิ่งที่ดีผ่านคำพูดและการกระทำที่สอดคล้องตามซุนนะฮ์ ไม่ใช่การอนุญาตให้อุตริสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นในศาสนา

ท่านอิม่ามนะวะวีย์ ได้กล่าวไว้ใน “ชัรฮ์ ศ่อเฮียะฮ์มุสลิม” (16/226) ว่า

فيه الحث على الابتداء بالخيرات وسنّ السنن الحسنات والتحذير من اختراع الأباطيل والمستقبحات.

“ในหะดิษบทนี้ มีการส่งเสริมให้เริ่มต้นทำความดี และกระทำแบบอย่างที่เป็นคุณงามความดี (ในอิสลาม) พร้อมทั้งเตือนให้ระวังการริเริ่มกระทำสิ่งที่เป็นเท็จและน่ารังเกียจทั้งหลาย”

อีกทั้งยังมีหะดิษที่มีความหมายใกล้เคียงกัน ซึ่งท่านร่อซู้ล ﷺ ได้กล่าวว่า :

مَن أحيا سنَّةً من سنَّتي ، فعملَ بِها النَّاسُ ، كانَ لَهُ مثلُ أجرِ من عَمِلَ بِها ، لا يَنقصُ مِن أجورِهِم شيئًا

“ผู้ใดที่ฟื้นฟูซุนนะฮ์หนึ่งจากซุนนะฮ์ของฉัน และผู้คนได้ปฏิบัติตามมัน เขาก็จะได้รับผลบุญเช่นเดียวกับผลบุญของผู้ที่ปฏิบัติตาม โดยที่ผลบุญของพวกเขาจะไม่ลดลงแต่อย่างใด” - [ดู] ศ่อเฮียะฮ์ อิบนิ มาญะฮ์ (174) สถานะหะดิษ : ศ่อเฮียะฮ์ลิฆอยริฮี

และอีกหะดิษที่เลื่องชื่อ ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้กล่าวว่า :

من دعا إلى هدًى كان له من الأجر مثل أجور من تبعه، لا ينقص ذلك من أجورهم شيئًا

“ผู้ใดที่เชิญชวนสู่ทางนำ เขาจะได้รับผลบุญเช่นเดียวกับผลบุญของผู้ที่ปฏิบัติตาม โดยที่ผลบุญของพวกเขาจะไม่ลดลงแต่อย่างใด” - [ดู] ศ่อเฮียะฮ์มุสลิม (2674)

หะดิษทั้งหมดเหล่านี้คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่าหะดิษที่ว่า

“من سن في الإسلام سنة حسنة”

หมายถึง #การฟื้นฟูซุนนะฮ์ และหลักฐานจากเรื่องราวที่เป็นสาเหตุของหะดิษบทนี้ที่เราได้นำเสนอไป , อีกทั้งหะดิษที่ว่า : “من دعا إلى هدًى” ก็ถือเป็นหลักฐานที่มาสนับสนุนว่า หะดิษที่เรากำลังพูดถึงนี้ หมายถึง ฟื้นฟูซุนนะฮ์ ไม่ใช่อุตริบิดอะฮ์ เพราะสิ่งที่เรียกว่า ฮุดา (هدى) ทางนำ นั้นจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากจะต้องมาจากบทบัญญัติศาสนา กล่าวคือ สิ่งที่เป็นทางนำ คือสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ระบุไว้ในอัลกุรอ่าน และคือสิ่งที่ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้อธิบายไว้ในซุนนะฮ์ของท่าน

สรุป

1. การเริ่มกระทำสิ่งที่เป็นความดีนั้น จะต้องสอดคล้องตรงตามหลักการศาสนาและมีบทบัญญัติรองรับจากอัลกุรอ่านและอัซซุนนะฮ์ กล่าวคือ เป็นการฟื้นฟูและเผยแพร่สิ่งดีที่มีรากฐานจากบทบัญญัติรองรับ นี่คือสิ่งที่หะดิษสนับสนุน ไม่ใช่การอุตริสิ่งใหม่ ๆ ในศาสนา

2. ถ้อยคำหะดิษที่ว่า ”ผู้ใดที่กระทำแบบอย่างที่ดีในอิสลาม“ ไม่ได้สนับสนุนการกระทำบิดอะฮ์ แต่หมายถึงการฟื้นฟูซุนนะฮ์โดยปฏิบัติตามสิ่งที่มีบทบัญญัติรับรองอยู่แล้ว

3. การอุตริบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ (บิดอะฮ์ที่ดี) เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะศาสนาไม่อนุญาตให้อุตริสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นในศาสนาที่ไม่มีแบบอย่างมาก่อนจากท่านนบี ﷺ หรือศ่อฮาบะฮ์

4. หะดิษนี้ไม่สามารถใช้สนับสนุนการกระทำเมาลิดได้ เพราะเป็นการเข้าใจผิดตั้งแต่ต้นว่า ถ้อยคำท่านนบีที่ว่า “من سن في الإسلام سنة حسنة” คือ บิดอะฮ์หะสะนะฮ์ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว หมายถึง การฟื้นฟูซุนนะฮ์ ไม่ใช่การอุตริบิดอะฮ์

เผยแพร่บนเพจครั้งแรกเมื่อ 7 ก.ย. 2568 และนำมาเผยแพร่ซ้ำ

หัวข้อเมาลิดนบี
อ้างอิงคำสอนของอันนะวะวีย์