สำนักพิมพ์รอซี่ย์RASY Publishing

อัลลอฮ์ทรงดีใจเมื่อบ่าวกลับเนื้อกลับตัว

ภาพประกอบ: อัลลอฮ์ทรงดีใจเมื่อบ่าวกลับเนื้อกลับตัว

ท่านร่อซู้ล ‎ﷺ ได้กล่าวว่า :

“แท้จริงอัลลอฮ์ทรงดีใจต่อการกลับเนื้อกลับตัวของบ่าวเมื่อเขาสำนึกผิดกลับตัวไปหาพระองค์มากยิ่งกว่าการดีใจของคนหนึ่งในหมู่พวกท่านที่เขาได้อยู่บนสัตว์พาหนะท่ามกลางแผ่นดินที่โล่งกว้าง , ทันใดนั้นสัตว์พาหนะนั้นก็เตลิดหนีเขาไป โดยที่อาหารและเครื่องดื่มของเขาได้อยู่ที่ตัวสัตว์พาหนะนั้น , ดังนั้นเขาจึงสิ้นหวังที่จะพบเจอกับมัน เขาจึงไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งและนอนพักอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้นั้น โดยมีสภาพที่สิ้นหวังต่อสัตว์พาหนะของเขา , ในขณะนั้นเองเขาก็เห็นว่าสัตว์พาหนะนั้นก็ได้ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา , เขาจึงรีบหยิบจับไปที่เชือกที่ล่ามมันอยู่ , พร้อมกับกล่าวออกมาในสภาพที่ดีใจอย่างที่สุดว่า : ((โอ้อัลลอฮ์ พระองค์คือบ่าวของฉัน และฉันคือพระเจ้าของพระองค์)) , เขาพูดผิดไปเพราะความดีใจอย่างที่สุด” [๑]

ท่านชัยค์ มุฮัมมัด บิน ศอและฮ์ อัลอุซัยมีน - ร่อฮิม่าฮุ้ลลอฮ์ - ได้กล่าวว่า :

“ท่านอะนัส บิน มาลิก - ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ - ท่านร่อซู้ล ‎ﷺ ได้กล่าวว่า (แท้จริงอัลลอฮ์ทรงดีใจต่อการกลับเนื้อกลับตัวของบ่าวเมื่อเขาสำนึกผิดกลับตัวไปหาพระองค์) พระองค์ดีใจมากยิ่งกว่าการที่ชายคนหนึ่งพลัดพรากจากสัตว์พาหนะหลังจากที่มันหลงหนีออกไป , ซึ่งท่านร่อซู้ลได้กล่าวถึงเรื่องราวที่ว่า : ชายคนหนึ่งอยู่ในแผ่นดินโล่งกว้าง ไม่มีใครสักคนอยู่รอบกาย ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร ไม่มีผู้คน ต่อมาสัตว์พาหนะของเขาก็หายไป เขาจึงพยายามเสาะหาแต่ก็ไม่พบ , เขาจึงตัดสินใจไปยังใต้ต้นไม้แห่งหนึ่งและนอนหลับใต้ร่มไม้นั้นเพื่อรอความตาย , โดยที่เขาได้สิ้นหวังอย่างมากว่าคงไม่พบสัตว์พาหนะของเขา และสิ้นหวังต่อชีวิต เนื่องจากอาหารและเครื่องดื่มของเขาทั้งหมดอยู่ที่สัตว์ตัวนั้นทั้งหมด และสัตว์พาหนะนั้นก็หายไปแล้ว , แต่ทันใดนั้นเองสัตว์พาหนะตัวนั้นก็ปรากฏอยู่ข้างตัวเขาโดยเชือกล่ามนั้นได้ผูกติดอยู่กับต้นไม้ที่เขานอนหลับอยู่เบื้องใต้ , และจะมีอะไรเล่าที่จะประเมินได้ถึงความดีใจในครั้งนี้ ? นี่คือความดีใจที่ไม่มีใครสามารถพรรณนาออกมาได้ เว้นแต่ผู้ที่ตกอยู่ในสภาพเหตุการณ์นั้น ; เนื่องจากนี่คือความดีใจที่ใหญ่หลวง , คือการดีใจว่าจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้หลังจากที่หวังว่าจะตาย , ด้วยเหตุนี้เขาจึงคว้าเชือกล่ามสัตว์ตัวนั้นและกล่าวว่า : ((โอ้อัลลอฮ์ พระองค์คือบ่าวของฉัน และฉันคือพระเจ้าของพระองค์)) เขาต้องการที่จะกล่าวสรรเสริญต่ออัลลอฮ์ โดยจริง ๆ ต้องการจะกล่าวว่า ((โอ้อัลลอฮ์ พระองค์คือพระเจ้าของฉัน และฉันคือบ่าวของพระองค์)) แต่นี่คือด้วยกับความดีใจอย่างที่สุดของที่สุดจึงทำให้เขาพูดผิด โดยสลับเปลี่ยนถ้อยคำ โดยเผลอไปกล่าว ((โอ้อัลลอฮ์ พระองค์คือบ่าวของฉัน และฉันคือพระเจ้าของพระองค์)). [๒]

ข้อคิดที่ได้รับจากหะดิษบทนี้

1. หะดิษนี่คือหลักฐานที่บ่งบอกว่าอัลลอฮ์ทรงดีใจต่อการเตาบะฮ์ของบ่าว เมื่อเขาทำการเตาบะฮ์ต่อพระองค์ และพระองค์ทรงรักการเตาบะฮ์ อันเป็นความรักที่ใหญ่หลวงยิ่ง.

2. ส่งเสริมให้มีการเตาบะฮ์เยอะ ๆ เนื่องจากอัลลอย์ทรงรักการเตาบะฮ์ และมันคือผลประโยชน์ของบ่าวล้วน ๆ.

3. หะดิษบทนี้เป็นการยืนยันคุณลักษณะการดีใจสำหรับอัลลอฮ์ พระองค์คือผู้ที่ทรงดีใจ ทรงโกรธกริ้ว ทรงรังเกียจ และทรงรัก , แต่คุณลักษณะเหล่านี้จะไม่เหมือนกับคุณลักษณะของเรา เพราะอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า :

لَيْس كَمِثْلِهِ شَيْءٌ وَهُوَ السَّمِيعُ البَصِيرُ

“ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น” (อัลกุรอ่าน 42:11)

แต่การดีใจนั้นคือการดีใจที่เหมาะสมสำหรับพระองค์ ไม่เหมือนกับการดีใจของสิ่งถูกสร้าง.

4. หะดิษนี้เป็นหลักฐานที่ว่า เมื่อมนุษย์พูดผิดในถ้อยคำที่เป็นคำพูดเชิงกุฟร์ (ถ้อยคำที่ทำให้ตกศาสนาได้) โดยลิ้นของเขาพูดผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาก็จะไม่ถูกเอาโทษในเรื่องนี้ ดังนั้นชายคนดังกล่าวได้กล่าวคำพูดออกมาที่เป็นถ้อยคำกุฟร์ เพราะคำกล่าวที่ว่า โอ้อัลลอฮ์ พระองค์คือบ่าวของฉัน และฉันคือพระเจ้าของพระองค์ แต่ด้วยกับความผิดพลาดเนื่องจากความดีใจอย่างที่สุด (คือพูดผิดโดยไม่รู้ตัว) เขาคนนั้นก็ไม่ถูกเอาโทษ.

5. เวลาที่บ่าวผู้ศรัทธากลับเนื้อกลับตัวอย่างจริงจังตั้งใจ พระองค์จะทรงดีใจมากยิ่งกว่าการดีใจของชายในเหตุการณ์นี้ซะอีก.


[๑] ศ่อฮีฮ์มุสลิม , บท : การเตาบะฮ์ , ภาค : ส่งเสริมให้มีการเตาบะฮ์และการดีใจต่อการเตาบะฮ์ , หมายเลขหะดิษ : 2747 , เล่ม 8 หน้า 93 , หะดิษจากท่านอะนัส บิน มาลิก.

[๒] ตำรา / ชัรฮ์ ริยาฎ อัศศอลิฮีน , เล่ม 1 หน้า 105.

อ้างอิงคำสอนของอิบนุ อุซัยมีน

อ่านต่อในหัวข้อเตาบะฮ์และภัยของบาป