เครื่องหมายของคำกริยา

เครื่องหมายของคำกริยา (علامات الفعل)
ท่านผู้ประพันธ์ได้กล่าวว่า :
«والفعل يُعرف بقد، والسين، وسوف، وتاء التأنيث الساكنة»
“และส่วนคำกริยา (الفعل) สามารถรับรู้ได้(จากเครื่องหมายต่อไปนี้) คือ การมีอักษร “قَدْ” หรือ “سـ” และ “سَوْفَ” หรือ “تاء التأنيث الساكنة” (อักษรตัวตาอ์ที่บ่งถึงเพศหญิงโดยมีสระซุกูน)”
คำอธิบาย
ภายหลังจากที่ผู้ประพันธ์ได้กล่าวถึงเครื่องหมายของคำนามแล้ว ท่านจึงเริ่มอธิบาย เครื่องหมายของคำกริยา (علامات الفعل) โดยกล่าวว่า คำกริยานั้นมีเครื่องหมายอยู่ 4 ประการ ซึ่งหากพบเครื่องหมายข้อใดข้อหนึ่งปรากฏอยู่ในคำใด หรือเห็นว่าคำนั้นสามารถรับเอาเครื่องหมายดังกล่าวเหล่านี้เข้ามาได้ ก็ย่อมทราบได้ว่าคำนั้นเป็นคำกริยาโดยทันที
เครื่องหมายของคำกริยาทั้ง 4 ข้อ ได้แก่
หนึ่ง : การมีอักษร “ْقَد” เข้ามา
ตัว ْقَد เป็นอักษรที่สามารถเข้ามาในคำกริยาได้ทั้ง กริยาอดีตกาล (الفعل الماضي) และคำกริยาปัจจุบันกาล (الفعل المضارع) โดยจะให้ความหมายสองลักษณะด้วยกัน
1) ให้ความหมาย “อัตตะฮ์กีก” (التحقيق) หมายถึง เป็นการยืนยันการเกิดขึ้นของคำกริยานั้น ๆ อย่างแน่นอน โดยความหมายนี้จะใช้กับคำกริยาอดีตกาล (الفعل الماضي) เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า
(...قَدْ سَمِعَ اللَّهُ قَولَ الَّتي تُجادِلُكَ في زَوجِها)
ความว่า : “โดยแน่นอน อัลลอฮ์ทรงได้ยินถ้อยคำของสตรีที่กำลังโต้แย้งกับเจ้าในเรื่องสามีของนาง...” (อัลกุรอ่าน 58:1)
2) ให้ความหมาย “อัตตักลีล” (التقليل) ซึ่งส่วนมากจะให้ความหมายว่า สิ่งนั้น ๆ อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หรือไม่เกิดขึ้นบ่อย โดยจะใช้ร่วมกับคำกริยาปัจจุบันกาล (الفعل المضارع)
ตัวอย่างเช่น : “قَدْ يَصْدُقُ الكَذُوْبُ” (บางที..คนขี้โกหกก็อาจพูดความจริงออกมา”
■ หมายเหตุ ❗️: หากเป็นคำดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ไม่ว่าตัว قَدْ จะเข้ามาที่กริยาอดีตกาล (الفعل الماضي) หรือคำกริยาปัจจุบันกาล (الفعل المضارع) ก็ย่อมให้ความหมายถึงการยืนยันเกิดขึ้นจริงของคำกริยานั้น ๆ เสมอ
สองและสาม : การมาของอักษร “س” (ตัวซีน) และตัว “سَوْفَ” ที่หน้าคำกริยา
สองอักษรนี้เมื่อเข้ามาที่หน้าคำกริยา จะใช้แสดงความหมายอนาคต
และสองคำนี้จะใช้เฉพาะกับคำกริยาปัจจุบันกาล (الفعل المضارع) เท่านั้น
ตัวอย่างอักษร “س” เช่น : คำว่า : سَأَسْتَغْفِر แปลว่า “ฉันจะขออภัยโทษ” »» โปรดสังเกตุหน้าคำ سَـ)أَسْتَغْفِر) จะพบว่ามีตัว س เข้ามาหน้าคำกริยาปัจจุบันกาล ซึ่งจะให้ความหมายสื่อถึงอนาคตทันที , หรือตัวอย่างดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า : كَلّا (سَـ)يَعلَمونَ ความว่า : “เปล่าเลย พวกเขา(จะ)ได้รู้” (อัลกุรอ่าน 78:4) , และตัวอย่างอักษร “سَوْفَ” เช่นคำว่า : سَوْفَ أَسْتَغْفِرُ “ฉันจะขออภัยโทษ” จะสังเกตว่าตัว سوف เข้ามาอยู่หน้าคำกริยาปัจจุบันกาล ซึ่งให้ความหมายถึงอนาคต กล่าวคือ การขออภัยโทษจะเกิดขึ้นในอนาคต
ฉะนั้น หากพบว่าเมื่อใดที่มีตัว س หรือ سوف เข้ามา ก็เป็นหลักฐานว่าคำหลังจากมันนั้นเป็น คำกริยาปัจจุบันกาล (الفعل المضارع)
● สี่ : การมาของอักษร “تاء التأنيث الساكنة” คือตัว تْ (อักษรตาอ์ที่บ่งถึงเพศหญิงที่มีซุกูน)
อักษรนี้ใช้แสดงว่า ผู้ที่ถูกอ้างถึงด้วยคำกริยา (ผู้กระทำกริยา) นั้นเป็นเพศหญิง โดยอักษรชนิดนี้ใช้เฉพาะกับคำกริยาอดีตกาล (الفعل الماضي) เท่านั้น โดยจะมาในลักษณะเชื่อมติดอยู่ที่ท้ายคำกริยาอดีตกาล
ตัวอย่างเช่น : ดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า : قَالَتْ نَمْلَةٌ “มดตัวหนึ่งได้พูดว่า..” (อัลกุรอ่าน 27:18) หรือคำว่า قالَتْ فاطمة “ฟาฏิมะฮ์ได้กล่าวว่า..”
คำว่า قالتْ ลงท้ายด้วย تاء التأنيث الساكنة จึงเป็นหลักฐานว่าคำดังกล่าวเป็นคำกริยาอดีตกาล และผู้กระทำกริยาเป็นเพศหญิง
จากตรงนี้สามารถสรุปได้ว่า เครื่องหมายของคำกริยามีทั้งหมด 4 ประการ ดังนี้
1) เครื่องหมาย ที่ใช้ร่วมกันระหว่างคำกริยาอดีตกาล (الفعل الماضي) และ คำกริยาปัจจุบันกาล (الفعل المضارع) คือตัว “قد”
2)เครื่องหมาย ที่ใช้เฉพาะกับคำกริยาปัจจุบัน (الفعل المضارع) ได้แก่ตัว “س” และ “سوف”
3) มีหนึ่งครื่องหมาย ที่ใช้เฉพาะกับคำกริยาอดีตกาล (الفعل الماضي) คือ تاء التأنيث الساكنة
สาระน่ารู้และข้อควรทราบ
1) ตัว “تاء التأنيث الساكنة” (อักษรตาอ์ที่บ่งถึงเพศหญิงที่มีซุกูน) สิ่งที่หมายถึงคำว่า “มีซุกูน” ก็คือ โดยพื้นฐานเดิมอักษรตาอ์นี้ เป็นอักษรที่มีซุกูนอยู่แล้ว ดังนั้นหากมีความจำเป็นทางหลักการอ่านจนต้องเปลี่ยนให้มีสระ ก็ไม่ถือว่าผิดแปลกแต่อย่างใด เช่น กรณีที่หลังตัวตาอ์ มีอักษรที่มีซุกูนตามมา กรณีนี้จะต้องเปลี่ยนตัวตาอ์ ให้มีสระกัสเราะฮ์เพื่อหลีกเลี่ยงการพบกันของอักษรที่มีซุกูนสองตัว (التقاء الساكنين)
ตัวอย่างเช่น ดำรัสของอัลลอฮ์ ที่ว่า : “قالَتِ امرَأَتُ العَزيزِ” ตรงคำว่า قالتِ จะสังเกตได้ว่า ตัวตาอ์ไม่ได้มีสระซุกูน แต่ถูกเปลี่ยนเป็นสระกัสเราะฮ์ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ซุกูนสองตัวมาเจอกันโดยตรง (التقاء الساكنين)
2) ผู้ประพันธ์ไม่ได้กล่าวถึง “تاء الفاعل” (ตัวตาอ์ที่บ่งถึงผู้กระทำ) ทั้งที่ تاء الفاعل เป็นเครื่องหมายสำคัญอีกประการหนึ่งที่ใช้บ่งชี้ว่า คำที่มันเชื่อมติดด้วยเป็นคำกริยาอดีตกาล (الفعل الماضي) เช่นคำว่า : قُلْتُ (ฉันพูด) , อย่างไรก็ตาม เครื่องหมายนี้ได้รับการกล่าวถึงโดยนักไวยากรณ์ภาษาอาหรับหลายท่าน เช่น อิบนุ มาลิก ใน “อัลฟียะฮ์” , อิบนุ อัลฮาญิบ ใน “อัลกาฟิยะฮ์” , และอิบนุ ฮิชาม ใน “อัลเอาเฎาะห์”
3) ผู้ประพันธ์ไม่ได้กล่าวถึงเครื่องหมายของคำกริยาคำสั่ง (فعل الأمر)
โดยเครื่องหมายของคำกริยาคำสั่งประกอบด้วยสองประการ ได้แก่ : หนึ่ง คือ การแสดงความหมายของการร้องขอหรือคำสั่ง (الدلالة على الطلب) และสอง คือ สามารถรองรับ “ياء المخاطبة” ได้
ตัวอย่างเช่น คำว่า : كُلْ “กุล” แปลว่า (จงกิน) คำนี้เป็นคำกริยาคำสั่ง เพราะมีความหมายเป็นการสั่งให้กิน และสามารถรองรับตัว ياء المخاطبة ได้ เช่น : كُلِيْ “กุลี” (จงกิน) โดยใช้กล่าวกับผู้หญิงหนึ่งคน
ข้อมูลประกอบคำอธิบาย
1) กิตาบ “อัลมุมเตียะอ์ ฟี ชัรฮ อัลอาญุรรูมียะฮ์”
2) กิตาบ “ชัรฮ์ อัลอาญุรรูมียะฮ์” ของอิบนุ อุซัยมีน