ชิริกเล็กที่เกิดขึ้นในหัวใจ

รูปแบบต่าง ๆ ของชิริกเล็ก
ชิริกเล็กมีรูปแบบอยู่ด้วยกันในสามประการดังนี้
1. ชิริกเล็กที่เกิดขึ้นในด้านหัวใจ
2. ชิริกเล็กที่เกิดขึ้นในด้านการกระทำ
3. ชิริกเล็กที่เกิดในด้านคำพูด
ในตอนนี้เราจะพูดถึงประเภทแรก
ประการที่หนึ่ง] : ชิริกเล็กที่เกิดขึ้นในด้านหัวใจ
ได้แก่
1.1 การโอ้อวด (อัรริยาอ์ / อัซซุมอะฮ์)
1.2 การปฏิบัติอิบาดะฮ์(คุณงามความดี)เพื่อมุ่งหวังในเรื่องทางโลก
1.3 การยึดถือและพึ่งพาสาเหตุ (ปัจจัย) โดยละเลยการพึ่งพาอัลลอฮ์
1.4 การถือเคล็ด ลางร้าย (อัฏฏะตอยยุร)
หนึ่ง ]] : การโอ้อวด (อัรริยาอ์)
คือ การที่มนุษย์แสดงออกในเรื่องคุณงามความดีให้ผู้อื่นได้รู้เห็น และพยายามประดับประดาการงานนั้น ๆ ให้ดูดีสวยหรู เพื่อเป้าหมายให้ผู้อื่นชมเชย และกลายเป็นที่นับหน้าถือตาแก่พวกเขาเหล่านั้น ¹
ดังนั้นผู้ใดที่กระทำอิบาดะฮ์หนึ่งเพื่ออัลลอฮ์ควบคู่กับการโอ้อวดคนอื่นด้วย นั่นเท่ากับเขาได้ทำชิริกต่ออัลลอฮ์แล้ว (ทำให้ผู้อื่นมามีส่วนร่วมกับอัลลอฮ์ในอิบาดะฮ์นั้น ๆ)
หลักฐานถึงความอันตรายของการโอ้อวด
ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้กล่าวว่า :
إنَّ أخوَفَ ما أخافُ عليكُمُ الشِّركُ الأصغرُ: الرِّياءُ
“แท้จริงสิ่งที่ฉันกลัวว่าจะเกิดกับพวกท่านมากที่สุดคือ ชิริกเล็ก ซึ่งคืออัรริยาอ์ (การโอ้อวด)” (บันทึกโดยอะหมัด : 23630 และอัลบัยฮะกีย์ ใน “ชุอะบุ้ลอีหม่าน” : 6412)
ส่วนผู้ใดที่ประกอบอิบาดะฮ์ โดยไม่มีเจตนาใด ๆ ในการกระทำนั้นเลย นอกจากเพียงต้องการคำสรรเสริญเยินยอจากผู้คน เขาผู้นั้นย่อมตกอยู่ในภาวะที่อันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งนักวิชาการได้กล่าวไว้ว่า : เขาผู้นั้นได้ตกอยู่ในสภาพเป็นมุนาฟิก (คนหน้าไหว้หลังหลอก) และกระทำชิริกซึ่งทำให้หลุดออกจากศาสนา ²
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า :
يا أَيُّهَا الَّذينَ آمَنوا لا تُبطِلوا صَدَقاتِكُم بِالمَنِّ وَالأَذى كَالَّذي يُنفِقُ مالَهُ رِئَاءَ النّاسِ وَلا يُؤمِنُ بِاللَّهِ وَاليَومِ الآخِرِ فَمَثَلُهُ كَمَثَلِ صَفوانٍ عَلَيهِ تُرابٌ فَأَصابَهُ وابِلٌ فَتَرَكَهُ صَلدًا لا يَقدِرونَ عَلى شَيءٍ مِمّا كَسَبوا وَاللَّهُ لا يَهدِي القَومَ الكافِرينَ
“บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่าให้บรรดาทานของพวกเจ้าไร้ผล ด้วยการลำเลิก และการก่อความเดือดร้อน เช่นผู้ที่บริจาคทรัพย์ของเขา เพื่ออวดอ้างผู้คน และทั้งเขาก็ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และวันปรโลก ดังนั้นอุปมาเขาผู้นั้น ดังอุปมัยหินเกลี้ยงที่มีฝุ่นจับอยู่บนมัน แล้วมีฝนหนัก ประสบแก่มัน แล้วได้ทิ้งมันไว้ในสภาพเกลี้ยง พวกเขาไม่สามารถที่จะได้สิ่งหนึ่งสิ่งใดจากสิ่งที่ขวนขวายไว้ และอัลลอฮฺนั้จะไม่ทรงแนะนำแก่กลุ่มชนที่ปฏิเสธศรัทธา” [อัลกุรอ่าน 2.264]
ในโองการนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าพวกมุนาฟิกได้ใช้จ่ายทรัพย์สินของตนเพื่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ในแบบผิวเผิน ทว่าในส่วนลึกของหัวใจพวกเขา กลับมีเจตนาเพื่อโอ้อวดให้ผู้คนได้เห็นการกระทำของตน เพื่อให้ผู้คนได้สรรเสริญและยกย่อง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้คนเหล่านั้นมิได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงว่า พวกนี้ไม่ได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และไม่ได้ศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ (วันปรโลก) ดังนั้นเขาจึงไม่ปรารถนาจะได้รับผลตอบแทนใด ๆ ในวันอาคิเราะฮ์ อันเป็นผลจากความดีที่เขากระทำในโลกดุนยา
และหัวใจของมุนาฟิกเหล่านี้ - ด้วยความที่มันแข็งกระด้าง หยาบกร้าน ไร้ซึ่งประโยชน์ อันเนื่องมาจากขาดอีหม่านศรัทธาและความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ - มันจึงมีสภาพคล้ายกับก้อนหินที่เรียบลื่น และการบริจาคของมุนาฟิกผู้นี้ เปรียบเสมือนฝุ่นดินที่ปกคลุมอยู่บนก้อนหินนั้น โดยฝุ่นดินติดอยู่บนหิน ผู้ที่เห็นภายนอกย่อมคิดว่ามันคือดินดีที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก ; คล้ายกันกับผู้ที่มองดูสภาพภายนอกของพวกมุนาฟิก ย่อมเข้าใจว่าการบริจาคของพวกเขาตั้งอยู่บนรากฐานของอีหม่านและความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ โดยจะก่อให้เกิดผลเป็นความดีงาม
และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงเปรียบการที่ฝุ่นดินนั้นถูกฝนกระหน่ำอย่างรุนแรง เปรียบด้วยกับสิ่งที่มาลบล้างการบริจาคของเขา และทำให้ร่องรอยของการบริจาคสูญสิ้นไปโดยสิ้นเชิง , ซึ่งอุปมาก้อนหินที่กลับสู่สภาพเดิมในท้ายที่สุด มีแข็งกระด้างดังที่มันเคยเป็นมา ปราศจากฝุ่นดินใด ๆ เหลืออยู่ และไม่เหลือความหวังใด ๆ ในการงอกงามของพืชพันธุ์ อุปมัยดั่งการบริจาคของมุนาฟิกผู้นี้ที่สูญเปล่า ไม่ก่อให้เกิดความดีงามใด ๆ ³
สอง ]] : การปฏิบัติอิบาดะฮ์(คุณงามความดี)เพื่อมุ่งหวังในเรื่องทางโลก
หมายถึง การที่คนหนึ่งปฏิบัติอิบาดะฮ์หนึ่ง เพื่อเป้าหมายให้ได้ซึ่งผลประโยชน์ทางโลกตามมาในภายหลัง ซึ่งมีอยู่ด้วยกันสองประการหลัก ๆ
1. การทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์เพื่อหวังทางโลกอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น การทำออกรบทำญิฮาดเพื่อหวังในทรัพย์สินของเชลยศึก , หรือการศึกษาความรู้ศาสนา เพื่อหวังตำแหน่งอันสูฃส่งทางโลก , ทั้งหมดนี้ทำไปโดยไม่หวังเพื่ออัลลอฮ์ และไม่คาดหวังในผลบุญความดี ณ ที่อัลลอฮ์
ประเภทนี้ถือว่า หะรอม และเป็นหนึ่งในบาปใหญ่ ทว่ายังนับเป็นหนึ่งในชิริกเล็กที่บ่อนทำลายอิบาดะฮ์นั้น ๆ ที่กระทำ
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า :
مَن كَانَ يُرِيدُ الْحَيَاةَ الدُّنْيَا وَزِينَتَهَا نُوَفِّ إِلَيْهِمْ أَعْمَالَهُمْ فِيهَا وَهُمْ فِيهَا لَا يُبْخَسُونَ أُوْلَـئِكَ الَّذِينَ لَيْسَ لَهُمْ فِي الآخِرَةِ إِلَّا النَّارُ وَحَبِطَ مَا صَنَعُوا فِيهَا وَبَاطِلٌ مَّا كَانُوا يَعْمَلُونَ
ผู้ใดปรารถนาการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้และความเพริศแพร้วของมันเราก็จะตอบแทนให้พวกเขาอย่างครบถ้วน ซึ่งการงานของพวกเขาในโลกนี้เท่านั้น และพวกเขาจะไม่ถูกริดรอนในการงานนั้นแต่อย่างใด * ชนเหล่านั้น พวกเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนอันใดในโลกอาคิเราะฮฺ นอกจากไฟนรกและสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้ในโลกดุนยาก็จะไร้ผลและสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ก็จะสูญเสียไป” [อัลกุรอ่าน 11:15-16]
2. การทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์เพื่ออัลลอฮ์และเพื่อทางโลกร่วมกัน
ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ทำฮัจญ์เพื่อหวังผลบุญจากอัลลอฮ์และเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า , ผู้ที่ถือศีลอดเพื่ออัลลอฮ์ ในขณะเดียวกันก็เพื่อการควบคุมน้ำหนักในร่างกาย , ผู้ที่ศึกษาความรู้ศาสนาเพื่อหวังผลบุญจากอัลลอฮ์และหวังในหน้าที่การงาน เป็นต้น
เหล่านี้นั้น - ที่ใกล้เคียงความถูกต้องที่สุด - คือ เป็นเรื่องอนุญาต (มุบาฮ์) ; เนื่องจากตัวบทที่มีปรากฏเป็นคำเตือนในเรื่องนี้ จะสื่อถึงผู้ที่ทำอิบาดะฮ์โดยมุ่งหวังทางโลกอย่างเดียว และด้วยเหตุผลที่ว่า อัลลอฮ์ ตะอาลา พระองค์ทรงกำหนดผลตอบแทนของความดีงามหลายประการ ว่าจะได้รับผลประโยชน์ (มะนาเฟียะอ์) ในด้านทางโลก
ดังดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า
وَمَن يَتَّقِ اللَّهَ يَجْعَل لَّهُ مَخْرَجًا وَيَرْزُقْهُ مِنْ حَيْثُ لَا يَحْتَسِبُ
“และผู้ใดยำเกรงอัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงหาทางออกให้แก่เขา * และจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เขาจากที่ที่เขามิได้คาดคิด” [อัลกุรอ่าน 65:2-3]
หรือดำรัสของพระองค์ที่ว่า
فَقُلْتُ اسْتَغْفِرُوا رَبَّكُمْ إِنَّهُ كَانَ غَفَّارًا يُرْسِلِ السَّمَاءَ عَلَيْكُم مِّدْرَارًا وَيُمْدِدْكُمْ بِأَمْوَالٍ وَبَنِينَ وَيَجْعَل لَّكُمْ جَنَّاتٍ وَيَجْعَل لَّكُمْ أَنْهَارًا
ข้าพระองค์ได้กล่าวว่า พวกท่านจงขออภัยโทษต่อพระเจ้าของพวกท่านเถิด เพราะแท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงอภัยโทษอย่างแท้จริง * พระองค์จะทรงหลั่งน้ำฝนอย่างมากมายแก่พวกท่าน * และพระองค์จะทรงเพิ่มพูนทรัพย์สินและลูกหลานแก่พวกท่าน และจะทรงทำให้มีส่วนมากหลายแก่พวกท่าน และจะทรงทำให้มีลำน้ำมากหลายแก่พวกท่าน” [อัลกุรอ่าน 71:10-12]
ตัวบทในลักษณะนี้มีอยู่มากหลาย ซึ่งบ่งบอกว่า อนุญาตให้กระทำอิบาดะฮ์เพื่ออัลลอฮ์ และขณะเดียวกันก็หวังผลประโยชน์ด้านทางโลกไปพร้อมกัน , ดังนั้นผลประโยชน์ทางโลกเหล่านี้ถูกกล่าวถึงในลักษณะของการจูงใจ (ตัรฆีบ) ให้ประกอบอิบาดะฮ์เหล่านั้น การงานที่มีสิ่งเหล่านี้ประกอบอยู่จึงไม่ถือว่าเป็นโมฆะ แต่อย่างไรก็ตาม ผลบุญของอิบาดะฮ์นั้นย่อมลดน้อยลง ตามสัดส่วนที่ความประสงค์ต่อผลประโยชน์ทางโลกเข้ามาเจือปนกับการมีเจตนาที่บริสุทธิ์ ⁴
สาม ]] การยึดถือและพึ่งพาสาเหตุ (ปัจจัย) โดยละเลยการพึ่งพาอัลลอฮ์
คำว่า “สาเหตุ” ในที่นี้ คือ สิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ใช้เป็นหนทางเพื่อให้บรรลุถึงสิ่งที่ตนต้องการ หรือเพื่อขจัดสิ่งที่ตนมิชอบให้พ้นไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดุนยาหรืออาคิเราะฮ์ก็ตาม
ส่วนสาเหตุต่าง ๆ ที่มีหลักฐานยืนยันถึงประโยชน์ของมัน ไม่ว่าจะโดยบทบัญญัติศาสนาหรือจากบทพิสูจน์ที่ถูกต้อง นั้น จะต้องนำมาใช้ควบคู่กับการมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา พร้อมทั้งต้องมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียง “ปัจจัย” เท่านั้น และไม่มีอิทธิพลใด ๆ โดยตัวมันเอง เว้นแต่ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ์ หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ พระองค์ก็ทรงให้เกิดประโยชน์ผ่านปัจจัยนั้น และหากพระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ก็ทรงทำให้ผลของมันเป็นโมฆะได้
หากมนุษย์พึ่งพาอาศัยต่อเหตุปัจจัย(ที่ถูกต้องตามศาสนา) แบบสิ้นเชิง แม้จะยังมีความเชื่อว่าอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ให้คุณและให้โทษก็ตาม ถือว่าเขาได้กระทำชิริกเล็ก , แต่หากเขาพึ่งพาปัจจัยนั้นอย่างสิ้นเชิง พร้อมกับเชื่อว่าปัจจัยนั้นสามารถให้คุณแก่เขาได้โดยไม่ต้องพึ่งอัลลอฮ์ กรณีนี้ถือว่าเขาได้กระทำชิริกใหญ่ , ซึ่งผู้ศรัทธานั้นถูกสั่งใช้ให้ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัย พร้อมควบคู่ไปกับการมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ⁵
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า :
وَعَلَى اللَّهِ فَلْيَتَوَكَّلِ الْمُؤْمِنُونَ
“และแด่อัลลอฮฺนั้นมุมินทั้งหลายจงมอบหมายเถิด” [อัลกุรอ่าน 3:122]
สี่ ]] การถือเคล็ด ลางร้าย (อัตตะฏอยยุร)
เป้าหมายของคำว่า “อัตตะฏอยยุร (التطيّر)” คือ การถือเคล็ดหรือการมองสิ่งหนึ่งเป็นลางร้าย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มองเห็น ได้ยิน หรือช่วงเลา และสถานที่ . ซึ่งนับเป็นความเชื่อของผู้คนในยุคญาฮิลียะฮ์
- สิ่งที่มองเห็นได้ เช่น เมื่อเห็นนกแล้วถือว่าเป็นลางร้าย อย่างเช่น นกฮูก หรือนกกา
- สิ่งที่ได้ยิน เช่น เมื่อกำลังตั้งใจจะทำกิจการใดกิจการหนึ่ง แล้วได้ยินใครพูดกับอีกคนว่า “ขาดทุน” หรือ “ล้มเหลว” ก็เกิดความรู้สึกอัปมงคล และละทิ้งสิ่งที่ตั้งใจจะทำนั้น
- ช่วงเวลา เช่น การถือเคล็ดร้ายต่อบางวัน บางเดือน หรือบางปี
- สถานที่ เช่น การถือเคล็ดเป็นลางร้าย เมื่อไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่รู้สึกวังเวง หวาดกลัว
การถือเคล็ดลางร้าย (อัตตะฏ็อยยุร) ถือว่าขัดแย้งต่อหลักเตาฮีดในสองประการด้วยกัน :
● ประการที่หนึ่ง : ผู้ที่ถือเคล็ดร้ายนั้น เท่ากับเขาได้ตัดทอนการมอบหมายความไว้วางใจต่ออัลลอฮ์ และหันไปพึ่งพาต่อสิ่งอื่นจากพระองค์
● ประการที่สอง : ผู้ถือลางร้ายเขาได้ผูกใจยึดติดกับสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ทว่าเป็นแค่การทึกทันมโนเอาเอง เป็นการเพ้อเจ้อ และเข้าใจผิดไปเองท่านั้น
และผู้ที่ถือเคล็ดลางร้ายนั้น ย่อมไม่พ้นจากสภาพใดสภาพหนึ่งจากสองสภาพนี้
1. เขาได้ละเว้นหรือหยุดยั้งตน และยอมจำนนต่อเคล็ดร้ายนั้น จนกระทั่งละทิ้งการกระทำที่ตนตั้งใจจะกระทำ
2. เขายังคงกระทำสิ่งนั้นต่อไป แต่กระทำไปด้วยความกังวล หวาดหวั่น และทุกข์ใจ เนื่องจากเกรงว่าลางร้ายนั้นจะส่งผลกระทบต่อเขา ซึ่งสภาพนี้ถือว่าเบากว่าสภาพแรก
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสภาพล้วนเป็นเรื่องที่ทำให้เตาฮีดบกพร่อง. ดังนั้นจึงจำเป็นที่ผู้ศรัทธาจะต้องมอบหมายความไว้วางใจต่ออัลลอฮ์อย่างแท้จริง และก้าวไปสู่สิ่งที่ตนประสงค์กระทำด้วยหัวใจที่ผ่องใส พร้อมกับคิดในแง่ดีต่ออัลลอฮ์ ⁶
มีปรากฏรายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ (ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ) แท้จริงท่านนบี ﷺ ได้กล่าวว่า : “การถือเคล็ดลางร้าย คือชิริก(ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์)” (รายงานโดยอบูดาวูด : 3910 , อิบนุ มาญะฮ์ : 3538 , อัตติรมิซีย์ : 1614)
ท่านนบี ﷺ ได้ตัดสินการถือเคล็ดลางร้ายว่าเป็นชิริก ; ทั้งนี้ก็เพราะว่าผู้คนในยุคญาฮิลียะฮ์มีความเชื่อว่า ลางร้ายสามารถนำประโยชน์มาให้แก่พวกเขา หรือปัดเป่าความชั่วร้ายให้พ้นไปจากพวกเขาได้ หากพวกเขาปฏิบัติตามลางนั้น มันเสมือนว่าพวกเขาได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ อีกทั้งมีการผูกใจยึดติดกับสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ และยังเป็นหนึ่งในแนวปฏิบัติของพวกมุชริกีน แม้หากการถือเคล็ดร้ายจะไม่มีสิ่งใดอื่นเจือปน นอกจากการคิดไม่ดีต่ออัลลอฮ์ นั่นก็เพียงพอแล้วที่การกระทำนี้จะถือว่าน่ารังเกียจ
ดังนั้นจำเป็นสำหรับผู้ศรัทธาที่จะต้องคิดดีต่ออัลลอฮ์ มอบหมายความไว้วางใจต่อพระองค์ และผูกใจให้ยึดมั่นอยู่กับพระองค์เพียงผู้เดียว ⁷
¹ [ดู] « อัลมุวาฟะก็อต » ของอิม่ามอัชชาฏิบีย์ (2/353) « อัซซะวาญิร » ของอัลฮัยตะมีย์ (1/62)
² [ดู] « มะอาริจ อัลก่อบูล » ของท่านอัลฮาฟิซ อัลฮะกะมีย์ (2/493)
³ อัลเมาซูอะฮ์ อัลอะก่อดียะฮ์
⁴ [ดู] « มุคตะศ็อร มินฮาจ อัลกอศิดีน » อิบนุ กุดามะฮ์ (367) , « ตัยซีร อัลอะซีซิ้ลฮะมีด » เชค สุลัยมาน อาลเชค , « อัลเกาลุ้ลมุฟีด » อิบนุ อุซัยมีน (2/136)
⁵ อัลเมาซูอะฮ์ อัลอะก่อดียะฮ์
⁶ [ดู] « อัลเกาลุ้ลมุฟีด » อิบนุ อุซัยมีน (1/559)
⁷ [ดู] « ซาด อัลอิบาด » (82)



