รูปแบบของชิริกด้านอุลูฮียะฮ์

ประเภทของชิริกด้านอุลูฮียะฮ์
ประเภทของการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ด้านอุลูฮียะฮ์ (ด้านการให้เอกสิทธิ์ในการอิบาดะฮ์) ประกอบด้วยสามประการ :
1. การเชื่อว่ามีสิ่งใดสามารถเป็นภาคีร่วมกับอัลลอฮ์ในแง่ของการเคารพสักการะ
2. การอุทิศอิบาดะฮ์หนึ่งจากบรรดาอิบาดะฮ์ทั้งหลายให้แก่สิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์
3. การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ในแง่ของกฏหมายและการเชื่อฟัง
ประเภทที่หนึ่ง
การเชื่อว่ามีสิ่งใดสามารถเป็นภาคีร่วมกับอัลลอฮ์ในแง่ของการเคารพสักการะ
อธิบายความ : ผู้ใดที่เชื่อว่า มีสิ่งอื่นคู่ควรแก่การอิบาดะฮ์เคียงคู่กับอัลลอฮ์ หรือสมควรที่อิบาดะฮ์ประเภทใดประเภทหนึ่งจะถูกมอบให้แก่สิ่งนั้นได้ , ถ้าเชื่อแบบนี้ นั่นเท่ากับเขาได้ตกสู่การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ในด้านอุลูฮียะฮ์เรียบร้อยแล้ว <¹>
ประเภทที่สอง
การอุทิศอิบาดะฮ์หนึ่งจากบรรดาอิบาดะฮ์ทั้งหลายให้แก่สิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์
อิบาดะฮ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอิบาดะฮ์ที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ (เช่น ความรัก ความมุ่งหวัง ความหวั่นกลัว), อิบาดะฮ์ทางร่างกาย (เช่น การละหมาด การเชือดสัตว์พลี) , หรืออิบาดะฮ์ด้านคำพูด (เช่น การขอดุอาอ์) ล้วนเป็นสิทธิของอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ห้ามมิให้มอบอิบาดะฮ์เหล่านี้แก่สิ่งอื่นใดที่อื่นจากอัลลอฮ์โดยเด็ดขาด , ดังนั้นผู้ใดที่อุทิศอิบาดะฮ์อย่างหนึ่งอย่างใดจากเหล่านี้ให้แก่สิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ แน่นนอนว่าเขาได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์แล้ว
ท่านเชค อัสสะอ์ดีย์ (ร่อฮิม่าฮุ้ลลอฮ์) ได้กล่าวว่า :
كُلُّ اعتقادٍ أو قَولٍ أو عَمَلٍ ثبت أنَّه مأمورٌ به من الشَّارعِ، فصَرْفُه لله وَحْدَه توحيدٌ وإيمانٌ وإخلاصٌ، وصَرْفُه لغيرِه شِركٌ وكُفرٌ
“ทุกความเชื่อ คำพูด หรือการกระทำใด ๆ ที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนจากบทบัญญัติว่าได้รับคำบัญชาให้กระทำ ; การอุทิศสิ่งเหล่านั้นเพื่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียว จึงหมายถึงเตาฮีด ความศรัทธา (อีหม่าน) และความบริสุทธิ์ใจ (อิคลาศ) , ส่วนการอุทิศสิ่งเหล่านั้นให้แก่สิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ จึงหมายถึงการตั้งภาคี (ชิริก) และการปฏิเสธศรัทธา (กุฟร)” <²>
ประเภทที่สาม
การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ในแง่ของกฏหมายและการเชื่อฟัง
ท่านเชค อัชชังกีฏีย์ (ร่อฮิม่าฮุ้ลลอฮ์) ได้กล่าวว่า :
دَلَّ القُرآنُ في آياتٍ كثيرةٍ على أنهَّ لا حُكمَ لغيرِ اللهِ، وأنَّ اتِّباعَ تشريعِ غَيْرِه كُفرٌ به
“ในอัลกุรอ่าน หลายโองการ ได้บ่งชี้ไว้ว่า ไม่มีการชี้ขาดตัดสินใด นอกเหนือไปจากคำชี้ขาดตัดสินจากอัลลอฮ์ และการดำเนินตามหลักบทบัญญัติอื่นจากของพระองค์ นับเป็นการปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์” <³>
อนึ่ง ผู้ที่ตัดสินชี้ขาดด้วยกฏหมายอื่นจากคำตัดสินของอัลลอฮ์ โดยที่เขารู้ดีว่าตนได้ทำผิดในเรื่องนี้ รู้ว่าได้กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่ด้วยอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเท่านั้นที่นำพาสู่การตัดสินด้วยกฏหมายอื่นจากอัลลอฮ์ สถานะของเขาจึงเท่ากับมุสลิมทั่วไปที่ฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์ ซึ่งไม่นับว่าเขาหลุดออกจากแนวทางอิสลาม
ส่วนใครที่ตัดสินด้วยกฏหมายอื่นจากอัลลอฮ์ ในสภาพที่เห็นค้านต่อท่านร่อซู้ล หรือมุ่งหมายที่จะลบล้างบทบัญญัติของอัลลอฮ์ ดังนั้นความอธรรมของเขา ความฟิสก์ (ความเลว) ของเขา และการปฏิเสธศรัทธาของเขา ทั้งหมดนั้นถือเป็น “กุฟรฺ” ที่ทำให้เขาหลุดพ้นจากศาสนาอิสลาม
ท่านเชค อับดุลอะซีซ บินบาซ (ร่อฮิม่ฮุ้ลลอฮ์) ได้กล่าวว่า :
الحُكَّامُ بغيرِ ما أنزلَ اللهُ أقسامٌ، تختَلِفُ أحكامُهم بحَسَبِ اعتِقادِهم وأعمالِهم؛ فمَن حَكَم بغيرِ ما أنزَلَ اللهُ يرى أنَّ ذلك أحسَنُ مِن شَرْعِ اللهِ، فهو كافِرٌ عند جميعِ المسلمينَ , أمَّا مَن حَكَم بغيرِ ما أنزَلَ اللهُ؛ اتِّباعًا للهوى، أو لرِشْوةٍ، أو لعَداوةٍ بيْنه وبيْن المحكوِم عليه، أو لأسبابٍ أُخرى، وهو يعلَمُ أنَّه عاصٍ للهِ بذلك، وأنَّ الواجِبَ عليه تحكيمُ شَرْعِ اللهِ- فهذا يعتَبَرُ مِن أهلِ المعاصي والكبائِرِ، ويُعتَبَرُ قد أتى كُفرًا أصغَرَ وظُلمًا أصغَرَ وفِسقًا أصغَرَ، كما جاء هذا المعنى عن ابنِ عبَّاسٍ رَضِيَ اللهُ عنهما، وعن طاوسٍ، وجماعةٍ مِنَ السَّلَفِ الصَّالحِ، وهو المعروفُ عند أهلِ العِلْمِ
“บรรดาผู้ที่ตัดสินด้วยสิ่งอื่นจากที่อัลลอฮ์ได้ประทานลงมานั้น มีอยู่หลายประเภท : ฮุก่มของแต่ละประเภทจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลักความเชื่อและการกระทำของพวกเขา ; ซึ่งใครที่ตัดสินด้วยสิ่งอื่นจากที่อัลลอฮ์ได้ประทานลงมา โดยมองว่าสิ่งที่ตนใช้ตัดสินนี้ ดีกว่า ประเสริฐกว่าบทบัญญัติของอัลลอฮ์ นั่นเท่ากับเขาเป็นกาเฟร (ผู้ปฏิเสธศรัทธา) ตามทัศนะของปวงมุสลิมทั้งหมด
ส่วนผู้ที่ตัดสินโดยไม่ยึดตามสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมา เพราะตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ หรือเพราะรับสินบน หรือเพราะมีความบาดหมางระหว่างตนกับผู้ที่ถูกตัดสิน (จึงทำให้เขาตัดสินไปตามอารมณ์) หรือด้วยเหตุผลอื่น ๆ ทั้งที่เขารู้อยู่แก่ใจว่าการกระทำนั้นเป็นการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์ และรู้ว่าหน้าที่ของเขาคือการตัดสินด้วยบทบัญญัติของอัลลอฮ์ เช่นนี้จะถือว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้ฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์ที่กระทำบาปใหญ่ , และถือว่าเขาได้กระทำสิ่งที่เป็น “กุฟรฺอัศฆ็อร” (การปฏิเสธในระดับเล็ก) , “ซุลมฺอัศฆ็อร” (การอธรรมระดับเล็ก) ’ และ “ฟิสก์อัศฆ็อร” (ความชั่วช้าในระดับเล็ก) ตามที่ท่านอิบนุ อับบาส (ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา) ท่านฏอวูส และบรรดาสะลัฟศอและฮ์ท่านอื่น ๆ ได้กล่าวไว้ในทำนองนี้ ซึ่งทัศนะนี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักวิชาการ” <⁴>
อ้างอิง
<¹> ดู “ตัฟซีร อัลกุรฏุบีย์” (5/181) , “ตัยซีรุ้ลอะซีซิลฮะมีด” ของเชค สุลัยมาน อาลเชค (27) , “มัจมัวอ์ มุอัลละฟาต อัสสะอ์ดีย์” (8/176)
<²> ดู “อัลเกาลุ้สสะดีด” (54)
<³> ดู “อัฎวาอุ้ลบะยาน” (7/48)
<⁴> ดู “มัจมัวอ์ อัลฟะตาวา” (4/416)



