ชิริกกับกุฟร์ เหมือนหรือต่างกัน?

ระหว่างชิริกกับกุฟร์เหมือนหรือต่างกัน ?
ท่านชัยคุ้ลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮ์ ได้กล่าวว่า :
“รากฐานของการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ (ชิริก) คือการทำให้สิ่งถูกสร้างของอัลลอฮ์(ชนิดใดชนิดหนึ่ง) มามีสถานะเสมอภาคกับพระองค์ในบางสิ่งที่เป็นสิทธิของพระองค์เพียงผู้เดียว (ตัวอย่างเช่น การดุอาอ์ ในรูปของการวอนขอต่อผู้อื่นจากอัลลอฮ์)” ¹
และท่านยังกล่าวอีกว่า
“การปฏิเสธศรัทธา (กุฟร์) คือการไม่มีอีหม่านศรัทธา ไม่ว่าจะเกิดจากการปฏิเสธ การเย่อหยิ่ง การดื้อดึง หรือการเมินเฉย ดังนั้นผู้ใดที่ในหัวใจของเขาขาดการเชื่อมั่น และการยอมจำนน (ต่อหลักการ) เขาก็เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา” ²
ท่านอิบนุ ฮัซมิน ได้ให้นิยามของ “กุฟร์” ไว้ว่า
“กุฟร์ คือคุณลักษณะของผู้ที่ปฏิเสธสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้ต้องศรัทธา หลังจากที่หลักฐานได้ถูกนำเสนอแก่เขาอย่างชัดเจน โดยการที่สัจธรรมความจริงได้ไปถึงเขาแล้ว ไม่ว่า(กุฟร์นั้น)จะเป็นการปฏิเสธด้วยหัวใจโดยไม่แสดงออกทางลิ้น หรือด้วยลิ้นแต่ไม่ใช่หัวใจ หรือทั้งสองพร้อมกัน หรือกระทำการใด ๆ ที่มีตัวบทระบุไว้ว่าการกระทำนั้นทำให้เขาหลุดออกจากการเป็นผู้ศรัทธาได้” ³
จากที่กล่าวมาข้างต้นรับรู้ได้ว่า “กุฟร์” คือการไม่ศรัทธาต่อรากฐานของอีหม่าน โดยอาจจะปฏิเสธองค์ประกอบทั้งหมดหกประการ หรือปฏิเสธเพียงบางส่วน ซึ่งการอีหม่านนั้นประมวลไว้ด้วยความเชื่อ คำพูด และการกระทำ ในทำนองเดียวกันกุฟร์ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านความเชื่อ คำพูด และการกระทำ , ซึ่งคำว่า “กุฟร์” มีใจความที่ครอบคลุมกว่าการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์เพียงเฉย ๆ
อนึ่ง แขนงหนึ่งของการปฏิเสธศรัทธา ก็คือ การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ (ชิริก) ไม่ว่าจะเป็นการตั้งภาคีต่อพระองค์ในด้านความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ด้านการเคารพสักการะ หรือด้านพระนามและคุณลักษณะของพระองค์
ในความเห็นของบรรดานักวิชาการเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง “กุฟร์” กับ “ชิริก” มีอยู่ด้วยกันสองแนวทาง
แนวทางที่หนึ่ง : ทั้งสองคำนี้มีความหมายเดียวกัน
ซึ่งหมายความว่าการระบุถึงคำใดคำหนึ่งจากสองคำนี้ถูกจัดอยู่ในเรื่องการใช้คำพ้องความหมาย (الترادف)
ท่านอบูบักร์ อัลอะศ็อม ได้กล่าวว่า :
“ผู้ใดปฏิเสธ (ไม่ยอมรับ) สาส์นของท่านร่อซู้ล ﷺ เขาผู้นั้นคือมุชริก (ผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์) , อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : “แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงอภัยโทษแก่ผู้ที่ตั้งภาคีต่อพระองค์ และพระองค์จะทรงอภัยโทษสิ่งที่ต่ำกว่านั้นแก่ผู้ที่พระองค์ประสงค์” (อันนิสาอ์ 4:48)
โองการนี้แสดงให้เห็นว่าบาปอื่นที่นอกเหนือจากชิริก นั้น อัลลอฮ์อาจให้อภัยได้ในภาพรวม ซึ่งหากการปฏิเสธศรัทธาของพวกยิวและคริสต์ไม่ถือว่าเป็นชิริกแล้วไซร้ อัลลอฮ์ก็ย่อมที่จะให้อภัยแก่พวกเขาได้โดยภาพรวมเช่นกัน แต่สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เหลวไหล” ⁴
เชคอัลอัลบานีย์ ได้กล่าวว่า :
“ทุก ๆ การปฏิเสธศรัทธา (กุฟร์) คือการตั้งภาคี (ชิริก) เช่นเดียวกับที่ทุก ๆ การตั้งภาคีก็คือการปฏิเสธศรัทธา..”
• แนวทางที่สอง : ทั้งสองคำนี้มีความแตกต่างกัน (التباين) ซึ่งการระบุใช้คำหนึ่งแทนอีกคำหนึ่งนั้นเกิดจากความคล้ายคลึงกันของความหมายทั้งสอง แต่โดยรวมแล้ว “กุฟร์” จะกินความหมายกว้างกว่า “ชิริก” ซึ่งระหว่างสองคำนี้มีความสัมพันธ์แบบ عموم (ครอบคลุมกว้าง ๆ) และ خصوص (เฉพาะเจาะจงที่แคบกว่า)
ตัวอย่างเช่น การบูชารูปปั้นถูกเรียกว่า “ชิริก” ; เพราะมันเกี่ยวข้องกับการให้มีภาคีร่วมกับอัลลอฮ์ในการเคารพภักดี แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ถูกเรียกว่า “กุฟร์” เช่นกัน เพราะเป็นการปฏิเสธอัตเตาฮีด
ในทางกลับกัน การปฏิเสธว่าไม่มีอัลลอฮ์ถือเป็น “กุฟร์” แต่จะไม่ถือเป็น “ชิริก” ตามความหมายโดยตรง ; เพราะมุชริก (ผู้ตั้งภาคี) นั้น ยอมรับว่าอัลลอฮ์มีจริง แต่พวกเขากลับตั้งภาคีร่วมกับพระองค์
ดังนั้น คำว่า กุฟร์ จึงครอบคลุมกว่า (أعم)
ส่วนคำว่าชิริก จะเฉพาะเจาะจงกว่า (أخص)
ท่านอิม่ามนะวะวีย์ ได้กล่าวว่า :
“คำว่า ชิริก กับคำว่า กุฟร์ อาจถูกใช้ในความหมายเดียวกัน ซึ่งหมายถึงการปฏิเสธอัลลอฮ์ และบางครั้งก็มีการจำแนกความแตกต่างระหว่างคำทั้งสอง โดยคำว่า ชิริก จะถูกใช้เฉพาะกับผู้ที่บูชาเจว็ดหรือสิ่งถูกสร้างอื่น ๆ นอกเหนือจากอัลลอฮฺ โดยที่พวกเขายังยอมรับการมีอยู่ของอัลลอฮ์ เฉกเช่น พวกชาวกุเรชที่ปฏิเสธศรัทธา ดังนั้นคำว่า กุฟร์ จึงมีความหมายกว้างกว่าคำว่า ชิริก” ⁵
ท่านเชค อับดุลอะซีซ บินบาซ ได้กล่าวว่า :
“กุฟร์ คือการปฏิเสธสัจธรรมและปิดบังมัน เช่น คนที่ปฏิเสธว่าการละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอด การทำฮัจญ์เมื่อมีความสามารถ การทำดีต่อพ่อแม่ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติ , หรือเช่น คนที่ปฏิเสธฮุก่มหะรอมของซินา หรือปฏิเสธฮุก่มหะรอมของการดื่มเหล้าสิ่งมึนเมา หรือปฏิเสธฮุก่มหะรอมของการเนรคุณพ่อแม่ และอื่น ๆ , ส่วนชิริก คือการมอบบางส่วนของการอิบาดะฮ์ให้แก่สิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ เช่น คนที่วิงวอนขอต่อผู้ตาย ขอต่อผู้ที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้า ขอต่อญิน รูปเจว็ด ดวงดาว และอื่น ๆ” ⁶
¹ ดู “الاستقامة” เล่ม 1 หน้า 344
² ดู “مجموع الفتاوى” เล่ม 7 หน้า 639
³ ดู “الإحكام في أصول الأحكام” เล่ม 1 หน้า 49
⁴ ดู “كشاف اصطلاحات الفنون والعلوم” เล่ม 1 หน้า 1022
⁵ ดู “شرح مسلم” เล่ม 2 หน้า 71
⁶ ดู “مجموع الفتاوى” เล่ม 9 หน้า 174