ความหมายของคำปฏิญาณว่ามุฮัมมัดคือร่อซู้ลของอัลลอฮ์

ความหมายของคำปฏิญาณการเป็นร่อซู้ลของมูฮัมหมัด และองค์ประกอบของการปฏิญาณนี้
ความหมายของคำปฏิญาณว่ามุฮัมมัดคือร่อซู้ลของอัลลอฮฺ คือ การเชื่อมั่นปักใจว่าท่านนบีมูฮัมหมัดคือศาสนาทูตที่อัลลอฮ์ได้ส่งมาแก่ั้มนุษยชาติและญินทั้งผอง และเชื่อมั่นว่าท่านคือศาสนทูตคนสุดท้าย ที่จำเป็นต้องปฏิบัติตามทั้งในคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของท่าน ตลอดจนเชื่อมั่นในทุกสิ่งที่ท่านนบีมูฮัมหมัดบอกกล่าว
ท่านเชค มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ได้กล่าวว่า :
"และความหมายของคำปฏิญาณตนว่ามูฮัมหมัดของร่อซู้ลของอัลลอฮฺ ก็คือ การเชื่อฟังในสิ่งที่ท่านสั่งใช้ และเชื่อมั่นศรัทธาในสิ่งที่ท่านบอกกล่าว และออกห่างจากสิ่งที่ท่านห้ามปราม และคือการไม่เคารพสักการะต่ออัลลอฮ์ นอกจากว่าได้มีบทบัญญัติระบุเอาไว้" - ดู ซะลาซะตู้ลอุศูล (15)
และการปฏิญาณว่านบีมูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์มีองค์ประกอบหลักอยู่ด้วยกันสองประการ :
[หนึ่ง] เชื่อและศรัทธาในทุกสิ่งที่ท่านนบีนำมาบอกกล่าว , โดยข้อประกอบด้วยสิ่งสองประการ :
1) ยืนยันในการเป็นนบีของมุฮัมมัดและเชื่อในสิ่งที่ท่านนำมาเผยแพร่จากอัลลอฮ์
ซึ่งภายใต้ข้อที่ 1 นี้มีหลายประการที่เราจะต้องรู้ ได้แก่
- ศรัทธาต่อองค์รวมในความเป็นศาสนทูตของท่านที่มีต่อมนุษย์และญิน
- ศรัทธาว่าท่านนบีมุฮัมมัดเป็นคนบีท่านสุดท้าย และสารน์ของท่าน ก็คือสารน์สุดท้ายจากพระเจ้า
- ศรัทธาว่าสารน์ที่มุฮัมมัดนำมา คือสารน์ที่มายกเลิกบทบัญญัติก่อนหน้าทั้งหมด
- ศรัทธาว่าท่านนบีมุฮัมมัดที่บรรลุการเผยแพร่ศาสนาอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ และได้ทำหน้าที่เป็นผู้ที่คอยชี้แนะตักเตือนประชาชาติของท่านให้รู้ถึงสัจธรรม
- ศรัทธาต่อสิทธิ์ของท่านนบีที่ท่านพึงได้รับ ทั้งจากการให้ความยิ่งใหญ่ การมอบความรักให้ และอื่น ๆ
2) การเชื่อมั่นศรัทธาในสิ่งที่ท่านนบีมุฮัมมัดได้นำมา และสิ่งใดก็ตามที่ท่านนำมาเผยแพร่นั่นคือสัจธรรม ณ ที่อัลลอฮ์ที่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม
กล่าวคือ จำเป็นจะต้องศรัทธาในทุกสิ่งที่ท่านนบีมุฮัมมัดได้บอกกล่าวผ่านสารน์ได้มาจากอัลลอฮ์ทั้งข่าวคราวที่ผ่านพ้นมา และสิ่งที่จะเกิดขึ้น ศรัทธาในทุกสิ่งที่ท่านได้ชี้ว่าสิ่งนี้หะล้าล (อนุมัติ) หรือสิ่งนี้หะรอม (เป็นสิ่งต้องห้าม) โดยศรัทธาว่าทั้งหมดนี้มาจากอัลลอฮ์ , อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า :
وَمَا يَنْطِقُ عَنِ الْهَوَى إِنْ هُوَ إِلَّا وَحْيٌ يُوحَى [النجم: 3-4]
"และเขามิได้พูดตามอารมณ์ * สิ่ง(ที่เขาพูด)นั้น มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮียฺที่ถูกประทานลงมา" (อัลกุรอ่าน 53:3-4)
[สอง] เชื่อฟังภักดีต่อท่านนบีมุฮัมหมัดในคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของท่านและดำเนินตามบทบัญญัติของท่าน
สิ่งใดที่ท่านนบีระบุว่านี่คือสิ่งหะล้าล เป็นที่อนุญาต ก็จำเป็นต้องยืนยันว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องอนุญาต และสิ่งใดที่ท่านนบีมูฮัมหมัดยืนยันว่าเป็นที่ต้องห้าม ก็จำเป็นต้องยืนยันตามนั้นว่าเป็นสิ่งต้องห้าม โดยมีความจำเป็นต้องเชื่อฟังท่านทั้งในคำสั่งใช้และคำสั่งห้าม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า :
قُلْ إِنْ كُنْتُمْ تُحِبُّونَ اللَّهَ فَاتَّبِعُونِي يُحْبِبْكُمُ اللَّهُ وَيَغْفِرْ لَكُمْ ذُنُوبَكُمْ وَاللَّهُ غَفُورٌ رَحِيمٌ * قُلْ أَطِيعُوا اللَّهَ وَالرَّسُولَ فَإِنْ تَوَلَّوْا فَإِنَّ اللَّهَ لَا يُحِبُّ الْكَافِرِينَ [آل عمران: 31، 32].
จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า หากพวกท่านรักอัลลอฮฺ ก็จงปฏิบัติตามฉัน อัลลอฮฺก็จะทรงรักพวกท่าน และจะทรงอภัยให้แก่พวกท่านซึ่งโทษทั้งหลายของพวกท่าน และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ * จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่าพวกท่านจงเชื่อฟังอัลลอฮฺและร่อซู้ลเถิด แต่ถ้าพวกเขาผินหลังให้ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นไม่ทรงชอบผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย" (อัลกุรอ่าน 3:31-32)
وَمَا آتَاكُمُ الرَّسُولُ فَخُذُوهُ وَمَا نَهَاكُمْ عَنْهُ فَانْتَهُوا [الحشر: 7].
"และอันใดที่รอซูลได้นำมายังพวกเจ้าก็จงยึดเอาไว้ และอันใดที่ท่านได้ห้ามพวกเจ้าก็จงละเว้นเสีย" (อัลกุรอ่าน 59:7)
ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องดำเนินตามบทบัญญัติของท่านนบีมูฮัมหมัด และยึดมั่นในซุนนะฮ์ของท่าน พร้อมทั้งมีความพึงพอใจในสิ่งที่ท่านนบีได้ชี้ขาดตัดสิน และปักใจเชื่อมั่นในสิ่งดังกล่าว เชื่อมั่นอย่างเหนียวแน่นว่าการเชื่อฟังต่อท่านนบีมูฮัมหมัด ก็คือการเชื่อฟังต่ออัลลอฮ์ และการฝ่าฝืนท่านนบีมูฮัมหมัด ก็เท่ากับเป็นการฝ่าฝืนอัลลอฮ์ไปโดยปริยาย
