เครื่องหมายของคำนาม

เครื่องหมายของคำนาม (عَلَامَاتُ الِاسْمِ)
ท่านผู้ประพันธ์ (ร่อฮิม่าฮุ้ลลอฮ์) ได้กล่าวว่า :
فَالِاسْمُ يُعْرَفُ: بِالْخَفْضِ، وَالتَّنْوِينِ، وَدُخُولِ الْأَلِفِ وَاللَّامِ، وَحُرُوفِ الْخَفْضِ وَهِيَ: مِنْ، وَإِلَى، وَعَنْ، وَعَلَى، وَفِي، وَرُبَّ، وَالْبَاءُ، وَالْكَافُ، وَاللَّامُ، وَحُرُوفِ الْقَسَمِ، وَهِيَ: الْوَاوُ، وَالْبَاءُ، وَالتَّاءُ.
“คำนามนั้น สามารถรู้และจำแนกได้ด้วย
เครื่องหมาย خفض (สระกัสเราะฮ์)
การมีตันวีน (สระซ้อน)
การนำหน้าด้วยอลีฟและลาม (أل)
และการเข้ามาของอักษร خفض ทั้งหลาย ซึ่งได้แก่
مِنْ (แปลว่า “จาก” ), إِلَى (“ไปยัง/ถึง”) , عَنْ (จาก/เกี่ยวกับ), عَلَى (บน), فِي (ใน), رُبَّ (อาจจะ/บางที), الْبَاءُ (ด้วย/โดย), الْكَافُ (ประหนึ่ง.../เสมือน.../เฉกเช่น...), وَاللَّامُ (เพื่อ../สำหรับ../เป็นของ..)
และอักษรสาบาน (حُرُوفُ الْقَسَمِ) ได้แก่
الْوَاوُ (อักษรวาว), الْبَاءُ (อักษรบาอ์), وَالتَّاءُ (อักษรตาอ์)”
[คำอธิบาย]
หลังจากที่ผู้ประพันธ์ได้กล่าวถึงประเภทของคำ (أقسام الكلام) ; ท่านจึงเริ่มอธิบาย เครื่องหมายที่ใช้จำแนกคำแต่ละประเภท โดยเริ่มต้นจาก คำนาม (الاسم) เป็นลำดับแรก
ท่านได้กล่าวว่า : คำนามนั้นมีเครื่องหมายอยู่ 4 ประการ หากพบเครื่องหมายหนึ่งเครื่องหมายใดปรากฏอยู่ในคำคำหนึ่ง หรือเห็นว่าคำนั้นสามารถตอบรับเข้าได้กับเครื่องหมายดังกล่าว ก็สามารถตัดสินได้ว่าคำนั้นคือ คำนาม โดยมีเครื่องหมายดังต่อไปนี้ :
■ เครื่องหมายแรก : การมาของสระคอฟด์ (خفض)
คอฟด์ (خفض) คือ คำที่สื่อถึงสระกัสเราะฮ์ (สระใต้ตัวอักษร) หรือสิ่งที่เป็นตัวแทนของสระกัสเราะฮ์ ซึ่งเกิดขึ้นโดยเป็นผลจากตัวกระทำ (عامل) ที่เข้ามาส่งผลกระทบ
ตัวอย่าง : คำว่า : مَرَرْتُ (بِــ)ـزَيْدٍ --- (ฉันได้เดินผ่านนายซัยด์)
หรือคำว่า : كَتَبْتُ (بِــ)ـالْقَلَمِ --- (ฉันได้เขียนด้วยปากกา)
หรือคำว่า : سَلَّمْتُ (عَلَى) مُحَمَّدٍ --- (ฉันได้ให้สลามแก่มุฮัมมัด)
หรือคำว่า : جَلَسْتُ (في) البَيْتِ --- (ฉันได้นั่งอยู่ในบ้าน)
ซึ่งทั้งคำว่า (زَيْدٍ) , (القَلَمِ) , (مُحَمَّدٍ) และ (البَيْتِ) ล้วนเป็นคำนามทั้งหมด ; เนื่องจากมีสระกัสเราะฮ์ปรากฏอยู่ที่ท้ายคำ ซึ่งเป็นผลมาจากการมีอักษร خفض (ตัวบาอ์ /عامل) เข้ามานำหน้า
■ ประการที่สอง : การมีตันวีนปรากฏอยู่ (التَّنْوِينُ - สระซ้อน)
ตันวีน หมายถึง เสียงตัวนูนตาย (ซากินะฮ์) ที่จะมาปรากฏที่ท้ายคำนามในแง่ของการออกเสียง แต่จะไม่ปรากฏออกมาในรูปเขียน โดยจะแทนที่ด้วยการเขียนสระซ้ำสองครั้ง (เช่น สระดอมมะฮ์ซ้อน สระฟัตฮะฮ์ซ้อน หรือสระกัสเราะฮ์ซ้อน)
ตัวอย่าง : คำว่า : مُحَمَّدٌ (มุฮัมมัด / อ่านว่า มุฮัมมะดุน), كِتَابًا (หนังสือ / อ่านว่า กิตาบัน), بَيْتٍ (บ้าน / อ่านว่า บัยติน)
หรือตัวอย่างดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า
[ وُجوهٌ يَومَئِذٍ خاشِعَةٌ * عامِلَةٌ ناصِبَةٌ * تَصلى نارًا حامِيَةً * تُسقى مِن عَينٍ آنِيَةٍ ]
ทั้งคำว่า : (وُجوهٌ , يَومَئِذٍ , خاشِعَةٌ , عامِلَةٌ , ناصِبَةٌ , نارًا , حامِيَةً , عَينٍ , آنِيَةٍ) ล้วนเป็นคำนามทั้งหมด เพราะมีสระตันวีนปรากฏอยู่ที่ท้ายคำ
■ ประการที่สาม : การนำหน้าคำด้วยอักษรอลีฟและลาม (دُخُولُ الْأَلِفِ وَاللَّامِ) :
ทุกคำที่มีรูปอักษร (ال - อัล) นำหน้า หรือเป็นคำที่สามารถรองรับรูปอักษรนี้ได้ ย่อมมีสถานะเป็นคำนามทั้งสิ้น
ตัวอย่างเช่น : อัลลอฮ์ตะอาลา ตรัสว่า : (الرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَى)
คำว่า (الرَّحْمَنُ) และ (الْعَرْشِ) ทั้งสองเป็นคำนาม ; เนื่องจากมี (ال) นำหน้า
■ ประการที่สี่ : การนำหน้าด้วยอักษรคอฟด์ (حُرُوفُ الْخَفْضِ - อักษรบุพบท)
อักษรเหล่านี้ ได้แก่ : مِنْ, إِلَى, عَنْ, عَلَى, فِي, رُبَّ, الباء, الكاف, اللام
อักษรเหล่านี้ใช้ได้กับคำนามโดยเฉพาะ และจะไม่เข้ามาในคำประเภทอื่น
ตัวอย่าง จากหะดิษท่านร่อซู้ลบทหนึ่ง ¹
«تَكُفُّ شَرَّكَ عَنِ النَّاسِ، فَإِنَّهَا صَدَقَةٌ مِنْكَ عَلَى نَفْسِكَ»
คำว่า (النَّاسِ) และ (คำสรรพนาม كَ ในคำว่า مِنْكَ) และคำว่า (نَفْسِ) ล้วนเป็นคำนาม ; เนื่องจากการเข้ามามีส่วนร่วมของอักษรคอฟด์ข้างหน้า
อนึ่ง ยังมีอักษรที่เกี่ยวกับการสาบาน (حُرُوفُ الْقَسَمِ) ซึ่งถือเป็นหนึ่งอักษรคอฟด์ (حروف الخفض) ; เนื่องจากมันทำหน้าที่ทำให้คำนามข้างหลังมีสระท้ายคำเป็นสระกัสเราะฮ์ โดยอักษรมีอยู่ 3 อักษรคือ الْوَاوُ, الْبَاءُ, وَالتَّاءُ และที่เรียกว่าอักษรสาบาน ก็เพราะอักษรเหล่านี้จะนำหน้าสิ่งที่จะใช้เป็นสัตย์สาบาน (المُقْسَم به) เท่านั้น ซึ่งสิ่งนั้นจะต้องเป็นคำนามเสมอ
ตังอย่างเช่น คำว่า : وَاللهِ , تاللهِ, بِاللهِ ทั้งหมดนี้แปลว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์”
[สรุปจาก 4 เครื่องหมาย]
● มีสองเครื่องหมายที่ปรากฏท้ายคำนาม ได้แก่ การมาของสระคอฟด์ (สระกัสเราะฮ์ท้ายคำ) และตันวีน
● และสองเครื่องหมายที่ปรากฏหน้าคำนาม ได้แก่ การนำหน้าด้วย (أل) และการนำหน้าด้วยอักษรคอฟด์ (...مِنْ, إِلَى, عَنْ, عَلَى, فِي)
[สาระน่ารู้และข้อควรทราบ]
1. คำว่า الخفض (คอฟด์) เป็นคำศัพท์ที่นักไวยากรณ์จากสำนักกูฟะฮ์นิยมใช้ , ส่วนคำว่า الجر (ญัร) เป็นคำศัพท์ที่นักไวยากรณ์จากสำนักบัศเราะฮ์นิยมใช้ ซึ่งทั้งสองคำมีความหมายเดียวกัน
2. “อลีฟและลาม” (أل) จะถือเป็นเครื่องหมายของคำนามได้ ก็ต่อเมื่อไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรากศัพท์เดิมของคำ เช่น คำว่า الرجل และ الغلام แต่หากอลีฟและลาม เป็นส่วนหนึ่งของรากศัพท์เดิม เช่นคำว่า ألْقَى ในโองการที่ว่า : (وَأَلْقَى فِي الْأَرْضِ رَوَاسِيَ) และ คำว่า ألهَى ในโองการที่ว่า : (أَلْهَاكُمُ التَّكَاثُرُ) สองคำนี้จะไม่นับเป็นคำนาม
3. ไม่จำเป็นที่คำหนึ่งคำจะต้องมีเครื่องหมายของคำนามครบทั้ง 4 ประการ จึงจะถือว่าเป็นคำนาม เพียงมีเครื่องหมายข้อใดข้อหนึ่งก็เพียงพอที่จะบ่งชี้ว่าคำนั้นเป็นคำนาม
4. อักษรการสาบาน (حروف القسم) ถือเป็นส่วนหนึ่งของอักษรคอฟด์. (حروف الخفض) แต่ผู้ประพันธ์แยกกล่าวต่างหาก ؛ เนื่องจากอักษรเหล่านี้มีหน้าที่เฉพาะในการแสดงความหมายของการสาบาน ซึ่งแตกต่างจากอักษรคอฟด์อื่น ๆ
((พึงทราบว่า : การสาบานด้วยสิ่งถูกสร้างนั้นไม่อนุญาต แต่การสาบานที่ถูกต้อง ต้องเป็นการสาบานด้วยอัลลอฮ์ สาบานพระนามของพระองค์ หรือคุณลักษณะของพระองค์เท่านั้น , ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้กล่าวว่า "ขอสาบานด้วยนบี" "ขอสาบานด้วยกะอ์บะฮ์" "ขอสาบานด้วยชีวิตของท่าน" หรือถ้อยคำในลักษณะเดียวกัน ! ))
5. ผู้ประพันธ์ไม่ได้กล่าวถึงเครื่องหมายของคำนามที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ الإسناد إليه หมายถึง การที่คำนั้นสามารถเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวถึงหรือเป็นประธานของข้อความได้ เครื่องหมายข้อนี้ใช้เป็นหลักฐานว่าคำสรรพนาม (الضمائر) ก็เป็นคำนาม เช่น تُ ในคำว่า (قُمْـ(تُ แปลว่า “ฉันได้ยืนขึ้น” จะสังเกตได้ว่าตัว (تُ) ไม่สามารถรับเอาอลีฟลาม (أل) หรือตันวีน หรือเครื่องหมายอื่นของคำนามได้ แต่สามารถเป็นผู้ที่ถูกกล่าวถึงในประโยคว่า “ได้ยืนขึ้น” จึงถือว่าเป็นคำนามตามหลักไวยากรณ์ภาษาอาหรับ
¹ บันทึกโดยมุสลิม
ข้อมูล กิตาบ “อัลมุมเตียะอ์ ฟี ชัรฮ อัลอาญุรรูมียะฮ์”