ชิริกเล็กด้านการกระทำ: เครื่องรางของขลัง (อัตตะมีมะฮ์)

ชิริกเล็กในด้านการกระทำ
ชิริกเล็กที่เกิดขึ้นด้านการกระทำ ประเภทที่สอง คือเครื่องของขลัง (อัตตะมีมะฮ์)
อัตตะมีมะฮ์ หรือเครื่องรางของขลัง หมายถึง สิ่งใดก็แล้วแต่ที่เป็นของขลังหรือคาถาปลุกเสกที่ถูกนำมาใช้แขวนหรือสวมหรือห้อยแก่ผู้ป่วย เด็ก หรือปศุสัตว์ หรืออื่น ๆ ; โดยมีเป้าหมายเพื่อปัดป้องภัยร้ายหรือขจัดอันตราย ¹
ท่านอิบนุลเญาซีย์ ได้กล่าวว่า :
إنَّ التمائِمَ مِنَ الشِّركِ، وهي خَرَزاتٌ كانت العَرَبُ تُعَلِّقُها على الصِّبيانِ يتَّقون بها العَينَ بزَعْمِهم
“เครื่องรางของขลังคือส่วนหนึ่งจากชิริก โดยมันคือเม็ดลูกปัดหรือสิ่งของที่ชาวอาหรับในอดีตเคยนำมาแขวนให้กับเด็ก ๆ เพื่อป้องกันสายตาอิจฉาตามที่พวกเขาอ้าง...” - ดู “ฆ่อรีบุลหะดิษ” (1/112)
มีรายงานจากท่านอุกบะฮ์ บิน อามิร อัลญุฮะนีย์ (ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ) รายงานว่า :
أنَّ رَسولَ اللهِ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم أقبَلَ إليه رَهطٌ، فبايَعَ تِسعةً وأمسَكَ عن واحدٍ، فقالوا: يا رَسولَ اللهِ، بايَعتَ تِسعةً وترَكْتَ هذا؟ قال: ((إنَّ عليه تميمةً، فأَدْخَلَ يَدَه فقَطَعَها، فبايَعَه، وقال: مَن عَلَّق تميمةً فقد أشرَكَ))
“แท้จริงมีคนกลุ่มหนึ่งได้เข้ามาหาท่านร่อซู้ล ﷺ แล้วท่านก็ได้ให้สัตยาบันแก่พวกเขาทั้งเก้าคน และเว้นไว้หนึ่งคน พวกเขาจึงกล่าวว่า :
“โอ้ท่านร่อซู้ลของอัลลอฮ์ ท่านให้สัตยาบันแก่เก้าคน และทิ้งคนนี้ไว้หรือ ?” , ท่านกล่าวว่า : ((แท้จริงเขามีเครื่องรางของขลังอยู่)) จากนั้นท่านจึงได้สอดมือของท่านเข้าไป (เพื่อถอดมันออก) แล้วตัดมันทิ้ง แล้วจึงให้สัตยาบันแก่เขา และกล่าวว่า : ((ผู้ใดแขวนเครื่องราง แน่นอนว่าเขาได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์แล้ว)) - (บันทึกโดยอะหมัด : 17422 อัฏฏอบรอนีย์ : 885 และอัลฮากิม : 7513 โดยเชคอัลบานีย์ให้สถานะว่า “ศ่อเฮียะฮ์” ใน “ศ่อฮีฮุ้ลญาเมียะอ์” : 6394)
หะดิษบทนี้ชี้ให้เห็นว่า ท่านนบี ﷺ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการ ปลูกฝังอะกีดะฮ์ที่บริสุทธิ์ในหัวใจของบรรดาผู้ศรัทธาและชำระหัวใจเหล่านั้นให้พ้นจากร่องรอยที่ชั่วร้ายของยุคญาฮิลียะฮ์ ; ทั้งนี้เพราะ ไม่มีผู้ใดที่ให้คุณหรือโทษได้ นอกจากอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว ด้วยเหตุนี้ มุสลิมจึงไม่มอบหมายต่อผู้ใด นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และหนึ่งในพฤติกรรมของยุคญาฮิลียะฮ์ก็คือ การแขวนเครื่องราง ซึ่งท่านนบี ﷺ ได้ห้ามมันไว้ และได้ชี้แจงว่า : มันเป็นส่วนหนึ่งของชิริก
ดังนั้นใครที่แขวนเครื่องรางของขลังในลักษณะนี้ โดยเชื่อว่ามันเป็น “สาเหตุ” หนึ่งที่นำพามาซึ่งความดีงาม หรือเป็น “สาเหตุ” ที่ช่วยปัดเป่าความชั่วร้ายออกไป หรือเป็น “สาเหตุ” ในการป้องกันสายตาอิจฉา การกระทำเช่นนี้ถือเป็น ชิริกเล็ก (الشرك الأصغر) โดยจะไม่ทำให้สิ้นสภาพการเป็นมุสลิม
แต่หากผู้ใดเชื่อว่าเครื่องรางนั้น สามารถให้คุณหรือป้องกันโทษได้ด้วยตัวมันเอง มีอำนาจด้วยตัวมันเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาอำนาจจากอัลลอฮ์ กรณีนี้ถือเป็น ชิริกใหญ่ทันที (الشرك الأكبر) และมีผลทำให้สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม
เครื่องรางของขลังที่ทำจากอัลกุรอ่าน หรือบทรำลึกถึงอัลลอฮ์
จากหะดิษบทข้างต้นที่ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวว่า : “ผู้ใดแขวนเครื่องราง แน่นอนว่าเขาได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์แล้ว” เป็นไปได้ว่าหะดิษบทนี้หมายถึงเครื่องรางของขลังที่ไม่ได้มีอัลกุรอ่านหรือบทรำลึกอยู่ในนั้น โดยเป็น กระดูก หรืออักขระลึกลับ หรือยันต์อาคม หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกัน
ส่วนกรณีที่เครื่องรางของขลังนั้น มีอัลกุรอ่านหรือบทรำลึกถึงอัลลอฮ์อยู่ด้วยนั้น ตรงนี้มีความเห็นที่แตกต่างกันในหมู่ชาวสะลัฟ
● บางส่วนจากชาวสะลัฟได้อนุญาตสิ่งนี้ โดยถือว่าเป็นการแสวงหาความจำเริญ (ตะบัรรุก) และการขอความคุ้มครองด้วยพระนามของอัลลอฮ์ โดยเปรียบเหมือนการทำรุกยะฮ์ให้ผู้ป่วย ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่า ต้องแขวนไว้ในที่ที่ไม่เป็นการดูหมิ่นต่อสิ่งนั้น
● ขณะที่บางส่วมห้ามเรื่องนี้ แม้ว่าเครื่องรางจะเป็นอัลกุรอ่านก็ตาม ทั้งนี้เพื่อเป็นการ ปิดช่องทาง (سد الذريعة) ที่อาจนำไปสู่ชิริก และเพื่อขจัดต้นเหตุของการตั้งภาคี โดยยึดตามความหมายทั่วไปของหะดิษบทนี้และบทอื่น ๆ ²
ท่านเชค อับดุลอะซีซ บินบาซ (ร่อฮิม่าฮุ้ลลอฮ์) ได้ถูกถามถึงฮุก่มการใช้เครื่องรางของขลังที่ทำมาจากโองการอัลกุรอ่าน ท่านได้ให้คำตอบว่า :
«« ...ประเภทที่สอง คือ เครื่องรางที่ทำจากอายะฮ์อัลกุรอ่าน , หรือดุอาอ์ที่มาจากซุนนะฮ์ของท่านนบีซึ่งเป็นบทดุอาอ์ที่ดีงาม , ในประเด็นนี้ นักวิชาการมีความเห็นต่างกัน นักวิชาการบางท่านอนุญาต โดยถือว่าอยู่ในขอบเขตเดียวกับรุกยะฮ์ (การปัดเป่ารักษา) ที่ถูกต้อง (ตามหลักการ)
แต่บรรดานักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่ง ก็มองว่าเป็นที่ต้องห้าม โดยอ้างอิงหลักฐานการห้ามมาสนับสนุนไว้ สองประการดังนี้ :
หลักฐานที่หนึ่ง : คือ การพิจารณาถึงภาพรวมของหะดิษต่าง ๆ ที่กล่าวห้ามเครื่องรางของขลัง และ(หะดิษ)ที่ชี้ชัดตัดสินว่า มันคือชิริก ; ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ยกเว้นเครื่องรางขลังประเภทใดเป็นกรณีพิเศษ เว้นแต่จะต้องมีหลักฐานทางบทบัตญัติที่ชัดเจนมาสนับสนุนรองรับ ซึ่งในกรณีนี้ ไม่มีหลักฐานใดที่ระบุการยกเว้นนั้น
ส่วนการรุกยะฮ์ (การปัดเป่ารักษา) นั้น มีหะดิษที่ศ่อเฮียะฮ์ยืนยันว่า หากเป็นการรุกยะฮ์โดยการโองการอัลกุรอ่านหรือบทดุอาอ์ที่ถูกต้อง ก็ไม่มีปัญหาอะไร ตราบใดที่เป็นถ้อยคำที่มีความหมายชัดเจน (ไม่คลุมเครือหรือสุ่มเสี่ยงชิริก) และผู้ถูกรุกยะฮ์ไม่ยึดถือว่ามันมีอำนาจในตัวเอง แต่เชื่อว่าเป็นเพียงเหตุปัจจัยเท่านั้น ตามคำกล่าวของท่านนบี ﷺ : “ไม่มีปัญหาอะไรสำหรับการทำรุกยะฮ์ ตราบใดที่ไม่เป็นชิริก” ซึ่งมีปรากฏว่าท่านนบี ﷺ เอง ก็ได้เคยทำรุกยะฮ์ และบรรดาศ่อฮาบะฮ์ของท่านก็เคยทำรุกยะฮ์เช่นกัน และท่านนบีก็ได้กล่าวว่า : “ไม่มีการทำรุกยะฮ์ใด (ที่สมควรกระทำ) นอกจากจากสายตาอาฆาตร้าย หรือจากพิษสัตว์มีพิษ” ซึ่งตัวบทหะดิษในเรื่องนี้มีอยู่จำนวนมาก
ส่วนเครื่องรางของขลังนั้น ไม่มีหะดิษบทใดมายกเว้นในเรื่องนี้ จึงจำเป็นจะต้องยึดถือว่า (เครื่องรางของขลังทั้งหมด) เป็นสิ่งต้องห้าม เพื่อเป็นการปฏิบัติตามหลักฐานในภาพรวมที่ปรากฏ
หลักฐานที่สอง : เป็นการปิดกั้นช่องทางที่อาจนำพาไปสู่ชิริก (سد الذرائع) ซึ่งข้อนี้คือหลักเกณฑ์ที่สำคัญในทางชะรีอะฮ์บทบัติญัติศาสนา ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันว่า หากเราอนุญาตให้ใช้เครื่องรางขลังที่ทำจากโองการกุรอ่านได้หรือใช้ดุอาอ์ที่(ถูกต้อง) มันก็จะเป็นการเปิดประตูสู่การทำชิริก และทำให้เครื่องรางที่อนุญาตกับที่ต้องห้ามเข้ามาผสมปะปนกัน และเป็นเรื่องยากต่อการแยกแยะ นอกจากว่าต้องใช้ความพยายามอุตสาหะอย่างมาก ดังนั้น(ทางที่ดี) จึงจำเป็นต้องปิดประตูนี้ และปิดหนทางที่นำไปสู่ชิริก , และนี่คือทัศนะนี้คือทัศนะที่ถูกต้อง เนื่องจากหลักฐานของมันมีความชัดเจน »»
- อ้างอิง “มัจมัวอ์ อัลฟะตาวา” ของเชคอับดุลอะซีซ บินบาซ (คำถามที่ 45)
เชิงอรรถ
¹ ดู “อัตตัมฮีด” ของอิบนุ อับดิลบัรด์ (17/162) “ชัรฮุซซุนนะฮ์” ของอัลบะฆ่อวีย์ (12/158)
² ดู “ซาด อัลอิบาด” (81)