สำนักพิมพ์รอซี่ย์RASY Publishing
คุณประโยชน์จากหะดิษ · ตอนที่ 18 จาก 18

น่าอัปยศยิ่ง ผู้ที่ไม่ทำดีต่อพ่อแม่

ภาพประกอบ: น่าอัปยศยิ่ง ผู้ที่ไม่ทำดีต่อพ่อแม่

น่าอัปยศยิ่ง คนที่ไม่ทำดีต่อพ่อแม่


ท่านร่อซู้ล ‎ﷺ ได้กล่าวว่า :

رَغِمَ أنْفُ، ثُمَّ رَغِمَ أنْفُ، ثُمَّ رَغِمَ أنْفُ، قيلَ: مَنْ؟ يا رَسولَ اللهِ، قالَ: مَن أدْرَكَ أبَوَيْهِ عِنْدَ الكِبَرِ -أحَدَهُما أوْ كِلَيْهِما- فَلَمْ يَدْخُلِ الجَنَّةَ

“ช่างน่าอัปยศอดสูยิ่ง ช่างน่าอัปยศอดสูยิ่ง ช่างน่าอัปยศอดสูยิ่ง , ได้ถูกกล่าวแก่ท่านร่อซู้ล ‎ﷺ ว่า : ใครกันหรือครับ โอ้ร่อซู้ลของอัลลอฮ์ ? , ท่านร่อซู้ล ‎ﷺ ก็ตอบว่า : “ผู้ที่มีโอกาสได้อยู่ร่วมกับพ่อแม่เขาที่แก่ชรา (คนใดคนหนึ่ง หรือชราภาพทั้งคู่) แต่เขาก็ไม่ได้เข้าสวรรค์” ¹

อธิบายหะดิษ

การทำดีต่อบุพการีถือเป็นสิ่งที่จะช่วยให้รอดพ้นจากไฟนรก และได้รับชัยชนะด้วยสวนสววรรค์เป็นการตอบแทน ด้วยเหตุนี้หลักคำสอนอิสลามถึงได้เน้นย้ำ ถึงการประพฤติดีต่อพ่อแม่ และเตือนให้ระวังการเนรคุณต่อท่านทั้งสอง

ในหะดิษบทนี้ท่านร่อซู้ล ‎ﷺ ได้กล่าวว่า : (رغم أنف) ซึ่งความหมายตรง ๆ คือ จมูกได้คลุกฝุ่นดิน ซึ่งตรงนี้หมายถึง ความน่าอัปยศอดสู ความต่ำต้อย , ท่านร่อซู้ล ‎ﷺ ได้เน้นย้ำคำนี้ถึงสามครั้ง ก็เพื่อเป็นการห้ามปรามถึงสิ่งที่จะถูกกล่าวหลังจากนี้

ซึ่งท่านร่อซู้ล ‎ﷺ ได้ถูกถามว่า : “ใครกันหรือครับ โอ้ร่อซู้ลของอัลลอฮ์ ?” ท่านร่อซู้ล ‎ﷺ จึงตอบว่า : คือ “ผู้ที่มีโอกาสได้อยู่ร่วมกับพ่อแม่ของเขาที่แก่ชรา (คนใดคนหนึ่ง หรือชราภาพทั้งคู่) แต่เขาก็ไม่ได้เข้าสวรรค์” ; ทั้งนี้เป็นเหตุมาจากการที่เขาได้เนรคุณต่อบุพการีของเขา , ฉะนั้นแล้วการทำดีกับพ่อแม่ด้วยการปรนนิบัติรับใช้ การเลี้ยงดู และอื่น ๆ ในยามที่ท่านทั้งสองแก่เฒ่า คือสาเหตุที่ทำให้เข้าสวรรค์ และใครที่บกพร่องตรงนี้ ก็ถือว่าบั้นปลายของเขานั้นชั่วร้ายแล้ว

ในหะดิษนี้ได้เจาะจงช่วงเวลาที่พ่อแม่แก่เฒ่า ทั้ง ๆ ที่การทำดีต่อพ่อแม่นั้นจำเป็นที่จะต้องกระทำตลอดทุกช่วงเวลา เช่นนี้ก็เพราะว่า ช่วงที่ท่านทั้งสองแก่เฒ่าคือช่วงเวลาที่สมควรแก่การเติมเต็มสิทธิที่ผู้เป็นพ่อแม่ควรได้รับมากที่สุด (เช่น การปรนนิบัติ การดูแล ฯลฯ) ด้วยกับสภาพความต้องการของท่านทั้งสองต่อการได้รับการทำดี การปรนนิบัติ การรับใช้ดูแล ความต้องการนี้มีมากในช่วงดังกล่าว

ซึ่งในอัลกุรอ่านได้อธิบายให้ทราบถึงวิธีการปฏิบัติต่อผู้เป็นบุพการีไว้ดังนี้

{وَقَضَى رَبُّكَ أَلَّا تَعْبُدُوا إِلَّا إِيَّاهُ وَبِالْوَالِدَيْنِ إِحْسَانًا إِمَّا يَبْلُغَنَّ عِنْدَكَ الْكِبَرَ أَحَدُهُمَا أَوْ كِلَاهُمَا فَلَا تَقُلْ لَهُمَا أُفٍّ وَلَا تَنْهَرْهُمَا وَقُلْ لَهُمَا قَوْلًا كَرِيمًا * وَاخْفِضْ لَهُمَا جَنَاحَ الذُّلِّ مِنَ الرَّحْمَةِ وَقُلْ رَبِّ ارْحَمْهُمَا كَمَا رَبَّيَانِي صَغِيرًا

“และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้นและจงทำดีต่อบิดามารดา เมื่อผู้ใดในทั้งสองหรือทั้งสองบรรลุสู่วัยชราอยู่กับเจ้า ดังนั้นอย่ากล่าวแก่ทั้งสองว่า อุฟ ! และอย่าขู่เข็ญท่านทั้งสอง และจงพูดแก่ท่านทั้งสองด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน * และจงนอบน้อมแก่ท่านทั้งสอง ซึ่งการถ่อมตนเนื่องจากความเมตตา และจงกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้าของฉัน ทรงโปรดเมตตาแก่ท่านทั้งสองเช่นที่ทั้งสองได้เลี้ยงดูฉันเมื่อเยาว์วัย” (อัลกุรอ่าน 17:23-24)

อัลลอฮ์ ได้ทรงกำชับและสั่งเสียให้บ่าวเคารพสักการะต่อพระองค์เพียงองค์เดียว และพึงทำดีต่อพ่อแม่ ดังนั้นเมื่อยามที่ท่านทั้งสองก้าวเข้าสู่วัยชรา ร่างกายเริ่มอ่อนแอ (ทั้งคู่หรือคนใดคนหนึ่ง) ก็ไม่อนุญาตให้แสดงท่าทีไม่พอใจผ่านคำสบถ หรือแสดงอาการเบื่อหน่ายต่อท่านทั้งสอง และไม่อนุญาตให้ขู่เข็ญ หรือหยาบคายทางคำพูดต่อท่านทั้งสอง ทว่าจำเป็นที่ลูกจะต้องกล่าวกับท่านทั้งสองด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน ถ้อยคำที่ดีงาม อ่อนหวาน ที่ทำให้ท่านทั้งสองสุขใจ อันเป็นถ้อยคำที่มีมารยาทต่อท่านทั้งสอง มีความละมุนละม่อมกับท่านทั้งสอง และสำหรับลูกจำเป็นจะต้องนอบน้อมถ่อมตนต่อผู้เป็นบุพการี มีความเมตตาต่อท่านทั้งสอง และอย่าได้ดื้อดึงขัดคำสั่งในสิ่งที่เขาใช้หรือห้าม จากสิ่งที่ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนต่อัลลอฮ์ และพึงขอดุอาอ์ต่อท่านทั้งสองให้ได้รับความเมตตา อันเป็นผลตอบแทนจากการที่ท่านทั้งสองได้เลี้ยงดูแก่เขาในยามเยาวัย ²

ประโยชน์ที่ได้รับ

1. หลักคำสอนอิสลามได้เน้นย้ำต่อการทำดีต่อพ่อแม่ และห้ามการเนรคุณต่อท่านทั้งสอง

2. ผู้ที่น่าอัปยศอดสู คือผู้ที่มีโอกาสได้อยู่ร่วมกับพ่อแม่ แต่เขากลับละเลย ไม่ทำดีต่อท่านทั้งสอง เนรคุณท่านทั้งสอง จนเป็นเหตุให้เขาเข้าสู่ไฟนรก และไม่ได้เข้าสวรรค์

3. การทำดีต่อพ่อแม่จำเป็นต้องมีขึ้นทุกช่วงเวลา ซึ่งในหะดิษได้เจาะจงกล่าวถึงช่วงชราภาพ ก็เพราะวัยชราคือวัยที่ผู้เป็นพ่อแม่มีความต้องการที่จะได้รับการปรนนิบัติดี หรือทำดีด้วยมากที่สุด

4. อย่าได้ใช้วาจาแสดงอาการไม่พอใจ ชักสีหน้า ต่อพ่อแม่ หรือหยาบคายต่อท่านทั้งสอง แต่จงปฏิบัติดีกับท่านทั้งสอง พูดจาอ่อนโอน แสดงความรักความเมตตา

5. หากการแสดงอาการหงุดหงิด การสบถคำหยาบ ยังเป็นที่ต้องห้าม ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การทำร้ายร่างกายท่านทั้งสอง ตบตี ประทุษร้าย คือบาปที่ใหญ่มหันต์ยิ่งกว่า

6. พึงนอบน้อมถ่อมตนต่อผู้เป็นบุพการี อย่าได้ทนงตนเหนือท่านทั้งสอง

7. พึงขอดุอาฮ์ให้แก่ท่านทั้งสองให้ได้รับความเมตตา เฉกเช่นที่ท่านทั้งสองได้เคยเลี้ยงดูเรามาในยามเยาวัย


¹] ศ่อฮีฮ์มุสลิม : 2551 (9/5)

²] อัลเมาซูอะฮ์อัลหะดิษียะฮ์

อ่านต่อในหัวข้ออธิบายหะดิษ

ฟิฏเราะฮ์ห้าประการที่มุสลิมควรรักษา

คุณลักษณะฟิฏเราะฮ์ทั้งห้าประการที่มุสลิมควรรักษา จากท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ - ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ - รายงานว่า : ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวว่า : “ฟิฏเราะฮ์นั้น มีอยู่…

14 ส.ค. 2569หะดิษบทบัญญัติศาสนา · ตอนที่ 18

วิธีชำระพื้นที่เปื้อนปัสสาวะ

อธิบายวิธีการทำความสะอาดพื้นจากปัสสาวะ มีรายงานจากท่านอะนัส อิบนุ มาลิก - ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ - เล่าว่า : “มีชายชาวอาหรับชนบทคนหนึ่งได้ปัสสาวะในบริเวณส่…

26 มิ.ย. 2569หะดิษบทบัญญัติศาสนา · ตอนที่ 17

วิธีชำระเสื้อผ้าจากปัสสาวะของเด็กเล็ก

ตอน : อธิบายวิธีการทำความสะอาดเสื้อผ้าจากปัสสาวะของเด็กเล็ก (ที่ยังไม่หย่านม) มีรายงานจากท่านหญิงอุมมิ ก็อยส์ บินติ มิฮ์ศ็อน อัลอะซะดียะฮ์ (ร่อฎิยัลลอ…

19 เม.ย. 2569หะดิษบทบัญญัติศาสนา · ตอนที่ 16

เมื่อสงสัยว่าเสียน้ำละหมาดหรือไม่

บท : น้ำมะซีย์และอื่นจากนี้ (باب المذي وغيره) ตอน : อธิบายบทบัญญัติ (ฮุก่ม) ว่าด้วยการสงสัยว่ามีหะดัษเกิดขึ้น ขณะยังอยู่ในสภาพที่สะอาดอยู่ (มีน้ำละหมา…

16 ม.ค. 2569หะดิษบทบัญญัติศาสนา · ตอนที่ 15