ความประเสริฐของการเชื่อมสัมพันธ์เครือญาติ

ความประเสริฐของการเชื่อมสัมพันธ์เครือญาติ
ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้กล่าวว่า :
مَن سَرَّه أن يُبسَطَ له في رِزقِه، أو يُنسَأَ له في أثَرِه، فليَصِلْ رَحِمَه
“ผู้ใดปรารถนาให้ปัจจัยยังชีพของเขาถูกขยายให้กว้างขวาง และปรารถนาให้อายุขัยของเขาถูกยืดออกไป ก็จงเชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติของเขาเถิด” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ : 2067)
อธิบายหะดิษ
หะดิษบทนี้ชี้ให้เห็นถึงคุณูปการอันประเสริฐของการ “เชื่อมสัมพันธ์เครือญาติ” ในโลกดุนยา , ซึ่งคำว่า “เครือญาติ” ในบริบทนี้ หมายถึง บรรดาญาติพี่น้องร่วมสายโลหิตที่มีความสืบเชื้อสายใกล้ชิดกัน ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีสิทธิ์รับมรดกตามหลักศาสนบัญญัติร่วมกันหรือไม่ก็ตาม โดยหลักการแล้ว ยิ่งสายเลือดมีความใกล้ชิดกันมากเพียงใด ความสำคัญในการเอาใจใส่ดูแลและรักษาปฏิสัมพันธ์ก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น , ท่านนบี ได้แจ้งให้ทราบว่า การสานสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัวและเครือญาติตามหะดิษบทนี้ ถือเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่นำมาซึ่งความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ โดยพระองค์จะทรงประทานความกว้างขวางแก่ปัจจัยยังชีพ พร้อมทั้งประทานความจำเริญให้เกิดขึ้นในทรัพย์สินและการดำเนินชีวิต , ดังนั้นผู้ใดที่ปรารถนาจะได้รับความสุขและความมั่งคั่งอันเปี่ยมด้วยความจำเริญดังกล่าว พึงรักษาและกระชับสายสัมพันธ์กับเครือญาติของตนอยู่เสมอ
ส่วนคำกล่าวของท่าน ﷺ ที่ว่า : “และอายุขัยของเขาจะถูกยืดออกไป”
นั้น หมายถึงว่า อัลลอฮ์ทรงทำให้อายุของผู้ที่เชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติยืนยาวขึ้น
โดยบรรดานักวิชาการได้อธิบายว่า ความหมายของการยืดอายุหรือการเลื่อนกำหนดวาระในหะดิษนี้ อาจหมายถึง « การเพิ่มพูนความจำเริญในอายุขัย หรือได้รับความสำเร็จในการประกอบความดี การเชื่อฟังพระองค์ และมีชีวิตที่หมดไปกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่ออาคิเราะฮ์ รวมทั้งปกป้องไม่ให้ชีวิตสูญเปล่าไปกับสิ่งไร้สาระหรือสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ »
, หรือเป้าหมายในที่นี้อาจหมายถึง « การคงอยู่ของชื่อเสียงอันดีงามหลังจากเสียชีวิต »
ประโยชน์ที่ได้รับ
ในหะดิษบทนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า บรรดาคุณงามความดีนั้น จะยังคงหลงเหลือคุณูปการอันยิ่งใหญ่เอาไว้ และชื่อเสียงอันดีงามของผู้เชื่อมสัมพันธ์ก็ยังคงได้รับการกล่าวขานต่อไป แม้ว่เขาจะเสียชีวิตไปแล้ว และความดีเหล่านั้นจะกลายเป็นเสมือนอายุขัยที่ยืนยาวอีกช่วงหนึ่ง ซึ่งถูกเพิ่มพูนให้แก่เขา นอกเหนือจากอายุขัยตามความเป็นจริงที่เขาได้ดำรงอยู่
(อัลเมาซูอะฮ์ อัลหะดิษียะฮ์)



