การอิจฉาที่ศาสนาอนุญาต

ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้กล่าวว่า :
لَا حَسَدَ إلَّا في اثْنَتَيْنِ: رَجُلٌ آتَاهُ اللَّهُ مَالًا فَسُلِّطَ علَى هَلَكَتِهِ في الحَقِّ، ورَجُلٌ آتَاهُ اللَّهُ الحِكْمَةَ فَهو يَقْضِي بهَا ويُعَلِّمُهَا
“ไม่มีการอิจฉา เว้นเสียแต่ในสองประการด้วยกัน : คือชายคนหนึ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงมอบทรัพย์สินให้แก่เขา แล้วเขาได้ใช้จ่ายมันไปในทางที่ถูกต้อง และชายคนหนึ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานความรู้ความเข้าใจให้แก่เขา แล้วเขาได้นำความรู้นั้นไปปฏิบัติและสอนมันให้แก่ผู้คน” - ศ่อฮีฮ์อัลบุคอรีย์ : 73 (1/25)
อธิบายหะดิษ
การอิจฉานั้นมีอยู่หลายประเภท ซึ่งบางประเภทถือเป็นเรื่องต้องห้าม คืออิจฉาที่น่าตำหนิ (حَسَدٌ مَذْمُومٌ) นั่นคือการหวังที่จะให้ความโปรดปรานที่คนอื่นได้รับหมดไปจากตัวเขา , แต่ยังมีอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นการอิจฉาที่อนุญาตไม่ถูกตำหนิ คือ อัลฆิบเฏาะฮ์ (غِبْطَةٌ) ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลหนึ่งอยากได้รับความโปรดปรานเช่นเดียวกับที่ผู้อื่นได้รับ โดยไม่ได้หวังให้ความโปรดปรานของผู้อื่นหมดหายไป
แลถ้อยคำหะดิษที่ว่า : “ไม่มีการอิจฉา เว้นแต่ในสองประการด้วยกัน” หมายถึง การอิจฉาจะไม่อาจเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมหรือน่าส่งเสริมได้ เว้นแต่ในสองกรณีนี้
กรณีที่หนึ่ง : “คือชายคนหนึ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงมอบทรัพย์สินให้แก่เขา แล้วเขาได้ใช้จ่ายมันไปในทางที่ถูกต้อง”... หมายถึง ชายที่อัลลอฮ์ได้ประทานทรัพย์สินความร่ำรวยให้แก่เขา แล้วเขาใช้มันในหนทางที่ดี เขาจึงอยากที่จะได้รับเฉกเช่นชายคนนั้นเพื่อจะได้นำทรัพย์ที่มีใช้จ่ายในทางที่ดีเช่นเดียวกับเขา
กรณีที่สอง : “และชายคนหนึ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานความรู้ความเข้าใจให้แก่เขา แล้วเขาได้นำความรู้นั้นไปปฏิบัติและสอนมันให้แก่ผู้คน”... หมายถึง ชายที่อัลลอฮ์ได้ประทานความรู้(ด้านศาสนา)ที่เป็นประโยชน์ให้แก่เขา โดยเขาได้ปฏิบัติตามความรู้นั้นและสอนมันแก่ผู้คน เขา(ผู้อิจฉา)จึงต้องการเป็นเช่นชายผู้นี้ เพื่อจะได้ปฏิบัติและนำความรู้นี้ไปสอนแก่ผู้คนให้เป็นประโยชน์
อัดดุรอรอัซซะนียะฮ์



