สำนักพิมพ์รอซี่ย์RASY Publishing
อธิบายตำราอัลอาญุรรูมียะฮ์ · ตอนที่ 3 จาก 11

องค์ประกอบของ “อัลกะลาม”

ภาพประกอบ: องค์ประกอบของ “อัลกะลาม”

องค์ประกอบของ “อัลกะลาม” (الكلام)


ท่านผู้ประพันธ์ (ร่อฮิม่าฮุ้ลลอฮ์) ได้กล่าวว่า :

«وَأَقْسَامُهُ ثَلَاثَةٌ: اِسْمٌ، وَفِعْلٌ، وَحَرْفٌ جَاءَ لِمَعْنًى»

“และส่วนประกอบของอัลกะลามมีอยู่สามประเภท ได้แก่ : คำนาม (اسم) , คำกริยา (فعل) , และคำเชื่อม/คำบุพบท (حرف) ที่เข้ามาเพื่อให้ความหมายประจักษ์”


คำอธิบาย

ท่านผู้ประพันธ์ (ร่อฮิม่าฮุ้ลลอฮ์) ได้อธิบายว่า : ถ้อยคำทั้งหลายที่ชาวอาหรับได้ใช้ในการสื่อสารนั้น ไม่พ้นไปจากองค์ประกอบสามประเภทนี้ อันได้แก่

1) คำนาม (الاسم)
2) คำกริยา (الفعل)
3) คำเชื่อม/คำบุพบท (الحرف)

ดังนั้นทุกคำที่ปรากฏในภาษาอาหรับย่อมจัดอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งจากทั้งสามประเภทนี้


ประเภทที่หนึ่ง : คำนาม (الاسم)

ความหมายของคำนาม คือ « คำที่สื่อความหมายในตัวของมันเอง โดยไม่สัมพันธ์กับกาลเวลา » , ตัวอย่างเช่นคำว่า : (زَيْدٌ / นายซัยด์) , (فَرَسٌ / ม้า) , (زَهْرَةٌ / ดอกไม้) , (بَيْتٌ / บ้าน) , (ذَكَاءٌ / ความเฉลียวฉลาด) , (شَرَفٌ / ความมีเกียรติ) , (عِلْمٌ / ความรู้)

คำทั้งหมดนี้ล้วนมีความหมายที่สามารถเข้าใจได้จากตัวรูปคำ ซึ่งความหมายดังกล่าวนี้ อาจหมายถึง :

- สิ่งที่เป็นรูปธรรม (محسوس) , ซึ่งสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เช่น : زَيْدٌ ، فَرَسٌ ، زَهْرَةٌ ، بَيْتٌ

- หรืออาจหมายถึง สิ่งที่เป็นนามธรรม (معنوي) ซึ่งไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัส แต่สามารถรับรู้ได้ด้วยสติปัญญา เช่น : ذَكَاءٌ ، شَرَفٌ ، عِلْمٌ

ดังนั้น ทุกคำที่บ่งบอกถึงตัวบุคคล สิ่งของ หรือความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่สัมพันธ์กับกาลเวลา คำนั้นย่อมถือเป็นคำนาม (اسم)


ประเภทที่สอง : คำกริยา (الفعل)

ความหมายของคำกริยา คือ « คำที่สื่อความหมายในตัวของมันเอง และมีความสัมพันธ์กับกาลเวลา » ตัวอย่างเช่นคำว่า : (قَامَ / เขายืนขึ้น) , (يَقُوْمُ / เขากำลังยืน , เขาจะยืน) , (قُمْ / จงยืนขึ้น)

ทั้งหมดนี้ล้วนมีความหมายในตัวของมันเอง ซึ่งก็คือ การกระทำหรือเหตุการณ์ (الحدث) และการกระทำนั้นสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

กล่าวคือ คำว่า : (قامَ) หมายถึง การยืนได้เกิดขึ้นในอดีต ¹ , (يقومُ) หมายถึง การยืนได้เกิดขึ้นในปัจจุบัน ² หรืออนาคต ³ , ส่วน (قُمْ) เป็นคำสั่งให้ยืนขึ้น ซึ่งหมายถึง การร้องขอให้เกิดการกระทำขึ้นในอนาคต

ดังนั้น ทุกคำที่แสดงถึงการกระทำหรือเหตุการณ์และมีความสัมพันธ์กันกับกาลเวลา คำนั้นย่อมถือเป็นคำกริยา (فعل)


ประเภทที่สาม : คำเชื่อม / คำบุพบท (الحرف)

ความหมายของคำเชื่อม / คำบุพบท คือ « คำที่สื่อความหมายโดยที่ความหมายนั้นจะปรากฏและสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อเชื่อมโยงกับคำอื่น »
ตัวอย่างเช่น : (لَمْ / แปลว่า ไม่) , (فِيْ / แปลว่า ใน) , (هَلْ / ใช้ขึ้นต้นประโยคคำถาม)

คำทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำเชื่อม/คำบุพบท (حرف) ซึ่งมีความหมายในตัวเอง แต่ความหมายนั้นจะปรากฏชัดก็ต่อเมื่อใช้ร่วมกับคำอื่นเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น คำว่า (لَمْ /ไม่) มีความหมายว่า การปฏิเสธ (النفي) แต่ความหมายของการปฏิเสธนี้จะยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจน จนกว่าจะนำไปประกอบกับคำอื่น เช่น : (لَمْ يَقُمْ زَيْدٌ) แปลว่า (นายซัยด์ไม่ได้ยืนขึ้น)

ในประโยคนี้ คำว่า (لَمْ) ทำหน้าที่แสดง การปฏิเสธการเกิดขึ้นของการยืนของนายซัยด์ , ดังนั้น ทุกคำที่สื่อความหมาย ซึ่งความหมายนั้นจะปรากฏได้ก็ต่อเมื่อเชื่อมโยงกับคำอื่น คำนั้นย่อมจัดเป็น “คำเชื่อม/คำบุพบท” (حرف)


ข้อมูล : กิตาบ “อัลมุมเตียะอ์ ฟี ชัรฮ อัลอาญุรรูมียะฮ์”

ในครั้งต่อไปเราจะมาพูดถึงประเภทของคำกริยา (فعل) อินชาอัลลอฮ์


ฟุตโน้ต

¹ เวลาในอดีต (الزمن الماضي) หมายถึง ช่วงเวลาที่ล่วงเลยมา ก่อนเวลาที่ผู้พูดกำลังกล่าวคำพูดนั้น

² เวลาในปัจจุบัน (الزمن الحاضر) หมายถึง ช่วงเวลาที่ผู้พูดกำลังเปล่งถ้อยคำหรือกำลังกล่าวคำพูดอยู่

³ เวลาในอนาคต (الزمن المستقبل) คือ ช่วงเวลาที่เกิดขึ้นหลัง ภายหลังจากช่วงเวลาที่ผู้พูดกำลังกล่าวออกมา